รีเซต

กกต.คัดตกผู้สมัคร สส.-แคนดิเดตนายกฯ รวม 18 ราย เปิดช่องอุทธรณ์ศาลฎีกา

กกต.คัดตกผู้สมัคร สส.-แคนดิเดตนายกฯ รวม 18 ราย เปิดช่องอุทธรณ์ศาลฎีกา
TNN ช่อง16
8 มกราคม 2569 ( 19:03 )
11

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยความคืบหน้าการประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งแบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยพบว่ามีผู้สมัครที่ไม่ผ่านการประกาศรายชื่อเนื่องจากขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย รวมทั้งสิ้น 18 ราย แบ่งเป็นผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต 16 ราย ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 ราย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 1 ราย

ผู้ที่ไม่ได้รับการประกาศรายชื่อสามารถใช้สิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ขณะเดียวกันประชาชนยังมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อ กกต. หากพบว่าผู้สมัครรายใดที่ได้รับการประกาศชื่อมีลักษณะขาดคุณสมบัติ โดยต้องดำเนินการภายใน 7 วันนับจากวันที่มีการประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการ

สำหรับจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง นายแสวง ระบุว่า กกต.อยู่ระหว่างรอข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำลังประมวลและตรวจสอบรายชื่อประชาชนในทะเบียนบ้าน หลังเพิ่งสิ้นสุดกระบวนการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าและการลงทะเบียนประชามตินอกเขตเมื่อวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา ขั้นตอนต่อไปจะมีการจัดพิมพ์บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อติดประกาศ ณ หน่วยเลือกตั้งให้ประชาชนตรวจสอบอีกครั้ง โดยคาดว่าข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งถึง กกต. ภายในวันที่ 13 มกราคม 2569

กรณีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองจำนวน 21 คน เลขาธิการ กกต. ชี้แจงว่าเป็นการดำเนินการตามมาตรา 57 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มีเป้าหมายเพื่อเฝ้าระวังนโยบายที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ โดยคณะกรรมการดังกล่าวไม่มีอำนาจสั่งห้ามหรือยุตินโยบายใด เพียงทำหน้าที่ให้ข้อมูลและข้อสังเกตแก่ประชาชนเท่านั้น

นายแสวง ย้ำว่า กกต.ไม่สามารถชี้ขาดว่านโยบายใดทำได้หรือไม่ได้ เพราะอาจกระทบต่อความเป็นกลาง หน้าที่ของ กกต. คือการตรวจสอบว่านโยบายที่พรรคการเมืองเสนอมามีรายละเอียดครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะแหล่งที่มาของงบประมาณ หากข้อมูลยังไม่ชัดเจนสามารถขอเพิ่มเติมได้ ปัจจุบันมีพรรคการเมือง 6 พรรคส่งนโยบายให้ตรวจสอบแล้ว และยังสามารถส่งเพิ่มเติมได้จนถึงวันที่ 19 มกราคมนี้

ส่วนกรณีการตัดต่อชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไปเชื่อมโยงกับหมายเลขของพรรคการเมืองอื่น นายแสวง ระบุว่า ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่าใครเป็นผู้กระทำ และการกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งกฎหมายเลือกตั้งมีบทบัญญัติเรื่องการใส่ร้ายไว้ชัดเจน

ในประเด็นการใช้ถ้อยคำรุนแรงหรือหยาบคายในการปราศรัยหาเสียง เลขาธิการ กกต. ระบุว่าต้องดูบริบทเป็นสำคัญ โดย กกต. ในพื้นที่จะต้องตรวจสอบจากพยานหลักฐาน เช่น การถอดเทปคำปราศรัย เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ พร้อมย้ำว่า กกต.ติดตามทุกกรณีเพื่อรักษาบรรยากาศการแข่งขันให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ขณะเดียวกัน กกต.ได้รับรายงานกรณีป้ายข้อความปริศนาในจังหวัดพิษณุโลกแล้ว และอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือเข้าข่ายการใส่ร้ายหรือไม่ โดยขอเวลาให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินไปตามขั้นตอน

ท้ายที่สุด นายแสวง ฝากถึงพรรคการเมืองและผู้สมัครให้ร่วมกันดูแลสนามเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ เน้นการนำเสนอนโยบายและข้อเท็จจริงต่อประชาชน พร้อมเตือนว่าการสื่อสารบนสื่อสังคมออนไลน์ทุกข้อความสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานทางกฎหมายได้ กกต.จึงได้เปิดศูนย์ E-War Room ทำงานร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อติดตามและดำเนินการกับข้อความที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง