รีเซต

เอกชนเจอวิกฤตซ้ำซ้อน แรงงานต่างด้าวขาดแคลน

เอกชนเจอวิกฤตซ้ำซ้อน แรงงานต่างด้าวขาดแคลน
TNN ช่อง16
1 มิถุนายน 2569 ( 19:08 )

ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล ที่ทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งด้านการส่งออก การเกษตร การท่องเที่ยว และต้นทุนพลังงาน ทำให้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่า GDP อาจลดลง 0.1-0.8% ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง ขณะเดียวกัน ต้นทุนโลจิสติกส์ และค่าประกันภัยสงครามเพิ่มสูง ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์อย่างเร่งด่วนเหตุการณ์

ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางของความขัดแย้ง แต่มันคือ "ระเบิดเวลา" ทางเศรษฐกิจจากราคาพลังงาน และต้นทุนการค้าที่พุ่งสูง คือ โจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐ และภาคเอกชนต้องเร่งวางแผนรับมือเพื่อประคองเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้

อย่างไรก็ตามแม้เป็นวิกฤติ แต่ไทยยังมีโอกาส โดยเฉพาะตลาดส่งออกจากภาวะสินค้าขาดแคลนในบางประเทศ ขณะที่ด้านการท่องเที่ยว ความไม่สงบในตะวันออกกลาง อาจทำให้นักท่องเที่ยวยุโรปได้เปลี่ยนจุดหมายจากตะวันออกกลางมายังอาเซียน และประเทศไทย อีกทั้งนักลงทุนจากตะวันออกกลางอาจมองไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Area) สำหรับพักอาศัย และลงทุน 

แต่ภาคเอกชนยังมองว่าแม้ไทยมีโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าวแต่ขณะนี้เริ่มกังวลเรื่องของ “ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน” ซึ่งไทยกำลังเผชิญปัญหาโครงสร้างกำลังแรงงานในทุกภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันอัตราการเกิดของประชากรไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กำลังแรงงานในประเทศหดตัวลงอย่างชัดเจน ประกอบกับข้อจำกัดในการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์การขาดแคลนแรงงานทวีความรุนแรงในหลายระดับทักษะ ทั้งแรงงานไร้ฝีมือ กึ่งฝีมือ และฝีมือ

ทำให้สมาชิกผู้ประกอบการจำนวนมากได้มีหนังสือร้องเรียนมายังคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่าประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินกิจการ การผลิต การให้บริการ และศักยภาพในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยโดยสถานการณ์ในขณะนี้ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบการอย่างมาก โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ภาคการผลิต ภาคเกษตร และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น งานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล และภาคบริการ ซึ่งล้วนเป็นภาคเศรษฐกิจหลัก และเกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569


นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่ากกร.มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ปัญหาแรงงานต่างด้าวขณะนี้ที่ยังไม่มีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเร็ว ซึ่งต้องมีมาตรการแก้ไข ทั้งในระยะสั้น และระยะกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานทุกสัญชาติที่อยู่ในประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเฉพาะหน้าที่จำเป็นอย่างยิ่ง และจะต้องดำเนินการโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงานเหล่านี้กลายเป็นแรงงานนอกระบบผิดกฎหมายยากต่อการควบคุมดูแล ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศได้ ขณะเดียวกันควรเร่งวางแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านกำลังแรงงานของประเทศ

ปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวมากกว่า 3.9 ล้านคน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของภาคการผลิต เกษตร ก่อสร้าง และบริการ แต่ยังมีปัญหาคาราคาซัง โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในไทยราว 194,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้ว หากไม่มีการพิจารณาแก้ไขจะกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและหลุดออกนอกระบบ ทำให้ยากต่อการควบคุม และอาจกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคง

ภาคเอกชนไม่ได้เรียกร้องเฉพาะแรงงานกัมพูชา แต่ต้องการให้รัฐวางระบบบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทั้งประเทศ ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ เพื่อให้เพียงพอต่อภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

สำหรับแรงงานจากประเทศอื่น เช่น ศรีลังกา บังกลาเทศ และอินโดนีเซีย เป็นแนวทางที่ กกร.เคยเสนอให้กระทรวงแรงงานพิจารณามาแล้ว โดยเฉพาะศรีลังกาที่มีความเป็นไปได้สูงและเคยมีการหารือระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล แต่จำนวนแรงงานยังไม่มากนัก อยู่ในระดับหลักพัน จึงต้องติดตามความคืบหน้ากับกระทรวงแรงงานต่อไป

สำหรับ 5 ข้อเสนอของ กกร. ที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าวประกอบด้วย 

1. พิจารณามาตรการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติที่อยู่ในประเทศไทย และให้มีการตรวจสอบประวัติกับฝ่ายความมั่นคง เพื่อสร้างการดูแลแรงงานอย่างเป็นระบบภายใต้เงื่อนไขอย่างเคร่งครัดชัดเจน พร้อมทั้งให้นายจ้างรับผิดชอบ และกำกับดูแลอย่างเหมาะสม โดยหากแรงงาน ต่างด้าวทุกสัญชาติมีพฤติกรรมต่อความมั่นคงของชาติให้ส่งกลับประเทศต้นทางทันที

ในส่วนของแรงงานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล โดยเฉพาะในจังหวัดภาคตะวันออก จันทบุรี, ระยอง, ตราด, ปราจีนบุรี, สระแก้ว ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้อง ประสานงานกับภาคเอกชนในจังหวัดเพื่อออกมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมอย่างเร่งด่วน เพื่อรองรับการเก็บผลไม้ที่จะมีการออกผลจำนวนมากในอนาคต ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นนี้สอดคล้องกับมติของคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) เมื่อวันที่ 12 และเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในขณะนั้นเป็นประธาน

2.แรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติที่ได้ออกจากประเทศไทยไปแล้ว หรือลักลอบเข้าประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย ไม่ควรต่อใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าวทุกกลุ่ม ทุกกรณี

3.ลดขั้นตอน และค่าใช้จ่ายในการนำเข้า และขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติที่มีนายจ้าง และอยู่ในประเทศไทย เพื่อเป็นการลดภาระของนายจ้างผู้ประกอบการ และเพื่อรักษา และคงไว้ซึ่งกำลังแรงงานต่างด้าวที่มีอยู่ภายในประเทศให้เพียงพอ

4.เร่งรัดการแก้ไขปัญหาการใช้ e-Work Permit ของกรมการจัดหางาน ให้มีความเสถียร และใช้งานสะดวก และมีประสิทธิภาพแก้ปัญหาระบบล่ม คิวเต็ม ทำให้นายจ้าง และแรงงานต่างด้าวยื่นขอต่ออายุไม่ทัน ส่งผลให้เกิดปัญหาแรงงานต่างด้าวหลุดจากระบบ นายจ้าง และแรงงานต่างด้าวเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม และเสี่ยงต่อการถูกปรับจาก ตม. อีกทั้งระบบ e-Work Permit ยังไม่เชื่อมกับฐานข้อมูลของหน่วยงานอื่น อาทิ ตม. ประกันสังคม หรือสาธารณสุข ทำให้ต้องกรอกข้อมูลซ้ำ และเกิดความคลาดเคลื่อน ทั้งนี้ ขณะที่ระบบ e-Work Permit ยังอยู่ในระหว่างการแก้ไขก็ขอให้กระทรวงแรงงานอนุโลมใช้ระบบเดิมควบคู่กันไปก่อน และขอให้กระทรวงแรงงานประสานกับ ตม. เพื่อผ่อนผันการจับกุมแรงงานที่ผิดกฎหมายเนื่องจากเหตุดังกล่าวนี้ด้วย

5.กระทรวงแรงงาน ควรวางแผนทดแทนแรงงานต่างด้าวในระยะยาว โดยการเพิ่มช่องทางการนำเข้าแรงงานต่างด้าวภายใต้ MOU โดยการเร่งรัดการเจรจากับประเทศต้นทาง เพื่อจัดหา และนำเข้าแรงงานจากประเทศอื่นๆ เช่น ศรีลังกา บังกลาเทศ และอินโดนีเซีย เป็นต้น เพื่อป้อนภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนอย่างเร่งด่วนต่อไป

ด้านอธิป พีชานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แรงงานที่ต้องการคือแรงงานปัจจุบัน ที่สามารถต่ออายุการทำงานได้ทันทีและยังอยู่ในประเทศไทยทุกสัญชาตินอกจากนี้ แรงงานที่อยู่ในไทยแต่ยังไม่ได้ลงทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ควรนำมาลงทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อรักษาแรงงานเหล่านี้ให้อยู่ในไทยต่อไป แต่ค่าแรงไม่ควรเกิน 20,000 บาท/เดือน


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง