ภูมิรัฐศาสตร์ดันทองปีนี้พุ่ง แนะซื้อหากลงแตะ6.5หมื่น

#ทอง #ทันหุ้น - YLG มองปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ดอกเบี้ยขาลง ดันราคาทองคำปี 2569 ทำออลไทม์ไฮ คาด Gold Spot เป้าหมายระยะถัดไป 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนทองไทยประเมินราว 7.25 หมื่นบาทต่อบาททองคำ แนะจับตานโยบายทรัมป์ ความตึงเครียดกรณีเวเนซุเอลาและกรีนแลนด์ รวมถึงการเปลี่ยนประธานเฟดกลางปี 2569 กลยุทธ์ลงทุนแนะนำทยอยสะสมเมื่อ Spot ยืนเหนือแนวรับ 4,100 ดอลลาร์ หรือทองไทยราว 65,000 บาท
นายวรุต รุ่งขํา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ราคาทองคำปี 2569 ยังคงมีโอกาสทำ All Time High อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์, แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลง, รวมถึงแรงซื้อสะสมจากกองทุนและธนาคารกลางทั่วโลก
@ทองขึ้นต่อ
โดยเบื้องต้นประเมินระดับราคาในตลาดโลก (Gold Spot) ไว้ที่ระดับ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยในระยะสั้นอาจเห็นการปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ก่อน ขณะที่ราคาทองคำในประเทศไทย ประมาณการไว้ที่ราว 72,500 บาทต่อบาททองคำ
“ระยะสั้นหากราคา Spot สามารถทะลุ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ราคาทองในประเทศไทยก็มีลุ้นจะทำสถิติใหม่ที่ระดับ 67,500 บาทเช่นกัน เงื่อนไขที่จะเห็นราคาทองไทยไปถึงระดับ 70,000 บาทนั้น ราคา Gold Spot จำเป็นต้องทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม ทองไทยอาจปรับตัวขึ้นได้ไม่แรงเท่าที่ควรเนื่องจากมีปัจจัยกดดันจาก ค่าเงินบาทที่มีสัญญาณแข็งค่า”
พร้อมกันนี้แนะนำ นักลงทุนติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และแนวทางการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และนโยบายระหว่างประเทศหลังจากสหรัฐอเมริกาเข้าควบคุมเวเนซุเอลา เพื่อทรัพยากร (น้ำมัน) และมีสัญญาณว่าอาจขยายผลไปยัง “กรีนแลนด์” ซึ่งประเด็นกรีนแลนด์มีความละเอียดอ่อนสูง เนื่องจากอยู่ภายใต้การคุ้มครองของเดนมาร์กซึ่งเป็นสมาชิก NATO หากเกิดความขัดแย้งขึ้นจริง อาจลุกลามจนกลายเป็นปัญหาระหว่างสหรัฐ กับกลุ่ม NATO ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำอย่างรุนแรงในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
@แนะจับตา
ขณะเดียวกันในเดือนพฤษภาคม 2569 ประธานเฟด (Fed) “เจอโรม พาวเวลล์” จะหมดวาระลง ตลาดจึงให้ความสำคัญกับผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน แม้ตลาดจะรับรู้ว่าในปี 2569 ทิศทางอัตราดอกเบี้ยจะเป็นทิศทาง “ขาลง”
แต่นักวิเคราะห์คาดว่า Fed อาจพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยรอบสุดท้าย และอาจลดในอัตราที่น้อยกว่าปี 2568 ที่ผ่านมา ทำให้ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้น (Upside) ได้จำกัดประมาณ 10-15% เมื่อเทียบกับการเติบโตในปี 2568 ที่ปรับขึ้นสูงถึง 70%
รวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ (Midterm Election) ซึ่งหากผลการเลือกตั้งทำให้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ มีความมั่นคงและมีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าและมีเสถียรภาพ ซึ่งจะทำให้เกิดแรงขายทำกำไรในทองคำสลับออกมาได้
@กลยุทธ์ลงทุน
พร้อมกันนี้ แนะนำกลยุทธ์สำหรับผู้ที่ต้องการสะสมทองคำ นายวรุต ระบุในระยะสั้นหากราคา Gold Spot ไม่หลุดแนวรับที่ระดับ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองไทยประมาณ 65,000 บาทต่อบาททองคำ เป็นจังหวะที่นักลงทุนสามารถแบ่งเม็ดเงิน เข้าทยอยสะสมเพิ่มเติม
“การลงทุนควรแบ่งเงินเข้าสะสมเป็นช่วง เน้นจังหวะที่ราคา Gold Spot มีการพักฐานหรืออ่อนตัวลงมาเข้าใกล้แนวรับ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และสามารถยืนได้ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าซื้อสะสมเพิ่มเติม”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
