เจาะขุมทรัพย์แสนล้านดอลลาร์ของอิหร่าน ถูกใครอายัดไว้บ้าง?

◾️◾️◾️
🔴 สินทรัพย์อิหร่านถูกอายัดกลายเป็นข้อขัดแย้งสำคัญในการเจรจา
สำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานว่า สินทรัพย์ของรัฐบาลอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ในประเทศต่าง ๆ กลายเป็นข้อขัดแย้งสำคัญในการเจรจาเพื่อยุติสงครามอิหร่าน
เศรษฐกิจของอิหร่านตกอยู่ในสภาวะย่ำแย่มานานหลายปี เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้โดยสหรัฐฯ และนานาประเทศ
มาตรการเหล่านี้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี 1979 เริ่มต้นจากเหตุการณ์ตัวประกันชาวอเมริกันที่ถูกคุมตัว ณ สถานทูตอเมริกาในกรุงเตหะราน และต่อมาได้มีการเพิ่มความเข้มข้นขึ้นจากประเด็นโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน มาตรการเหล่านี้ได้จำกัดความสามารถของรัฐบาลอิหร่านในการเข้าถึงสินทรัพย์ของตนเอง เช่น รายได้จากการขายน้ำมัน ซึ่งถูกอายัดไว้ในธนาคารต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 10 เมษายน ก่อนที่การเจรจาหยุดยิงรอบแรกจะเริ่มขึ้นในปากีสถาน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ระบุว่าจะต้องมีการปลดล็อคสินทรัพย์ของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ ก่อนที่การเจรจาใด ๆ จะเริ่มต้นขึ้น
◾️◾️◾️
🔴 สินทรัพย์ของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้มีจำนวนเท่าใดกันแน่?
รายงานอย่างเป็นทางการของอิหร่านและบรรดาผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ยอดรวมของสินทรัพย์อิหร่านที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศนั้นมีมูลค่ามากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 3.2 ล้านล้านบาท
เฟรเดอริก ชไนเดอร์ นักวิชาการจาก Middle East Council on Global Affairs กล่าวกับสำนักข่าว Al Jazeera ว่า สินทรัพย์เหล่านี้มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 3 เท่าของรายได้ที่อิหร่านได้รับต่อปีจากการขายก๊าซและน้ำมัน ถือเป็นเงินจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่ต้องทนทุกข์ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรที่นำโดยสหรัฐฯ มานานหลายทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม จาค็อบ ลู อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สมัยบารัค โอบามา เคยกล่าวไว้ในปี 2016 ว่า อิหร่านจะไม่สามารถเข้าถึงทรัพย์สินทั้งหมดที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศได้ แม้ว่ามาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดจะถูกยกเลิกก็ตาม โดย อิหร่านจะสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ที่ถูกอายัดได้เพียงประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นอย่างเก่งที่สุด เนื่องจากส่วนที่เหลือนั้นผูกพันไปกับภาระการลงทุนที่เคยสัญญาไว้ก่อนหน้านี้ หรือใช้สำหรับการชำระคืนเงินกู้
ในปัจจุบัน ข้อเรียกร้องหลักของรัฐบาลอิหร่านในการเจรจาหยุดยิง คือการขอให้ปลดล็อกสินทรัพย์อย่างน้อย 6 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1.92 แสนล้านบาท เพื่อเป็นมาตรการในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับอิหร่าน
◾️◾️◾️
🔴 สินทรัพย์ที่ถูกอายัดหมายถึงอะไร?
เมื่อเงินทุน อสังหาริมทรัพย์ หรือหลักทรัพย์ของบุคคล บริษัท หรือธนาคารกลางของประเทศใดประเทศหนึ่ง ถูกอายัดโดยหน่วยงานของอีกประเทศหนึ่ง จะเป็นการจำกัดความสามารถของเจ้าของในการขายสินทรัพย์เหล่านี้ เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตร คำสั่งศาล หรือเหตุผลทางกฎระเบียบอื่น ๆ
ในทางหลักการแล้ว ประเทศต่าง ๆ มักกล่าวอ้างว่าอายัดสินทรัพย์ของอีกประเทศ จากข้อกล่าวหาเรื่องอาชญากรรม การฟอกเงิน หรือการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
แต่ก็มีเสียงวิจารณ์เช่นกันว่า มีการเลือกปฏิบัติเพื่อมุ่งเป้าไปยังศัตรูของชาติตะวันตก ตัวอย่างเช่น อิสราเอลถูกกล่าวหาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ก่อสงครามที่ผิดกฎหมาย แต่สินทรัพย์ในต่างประเทศของอิสราเอลกลับไม่เคยถูกอายัดโดยประเทศใดเลย
ในทางตรงกันข้าม อิหร่าน รัสเซีย เกาหลีเหนือ ลิเบีย เวนซุเอลา และคิวบา คือกลุ่มประเทศที่สินทรัพย์ถูกอายัดโดยรัฐบาลต่างชาติ ซึ่งมีจุดร่วมสำคัญที่เชื่อมโยงประเทศเหล่านี้เข้าด้วยกันคือ พวกเขาเป็น หรือเคยเป็น ผู้ที่ต่อต้านการครอบงำระเบียบโลกโดยสหรัฐฯ
◾️◾️◾️
🔴 ทำไมอิหร่านถูกอายัดสินทรัพย์?
ตามบันทึกของรัฐบาลสหรัฐฯ การอายัดสินทรัพย์ครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ปี 1979 เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้นคือ จิมมี คาร์เตอร์ กล่าวว่าอิหร่าน "ถือเป็นภัยคุกคามที่ผิดปกติและร้ายแรงต่อความมั่นคงแห่งชาติ นโยบายต่างประเทศ และเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา"
ในเวลานั้น นักศึกษาชาวอิหร่านกำลังจับกุมพลเมืองอเมริกัน 66 คนเป็นตัวประกันในสถานทูตสหรัฐฯ ณ กรุงเตหะราน
วิลเลียม มิลเลอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น บอกกับผู้สื่อข่าวว่า สินทรัพย์สภาพคล่องของอิหร่านในตอนนั้นมีมูลค่าน้อยกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ โดยส่วนที่ใหญ่ที่สุดคือตั๋วเงินคลังมูลค่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ที่ถือครองโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ
ต่อมาในปี 1981 ข้อตกลงแอลเจียร์ (Algiers Accords) ซึ่งมีแอลจีเรียเป็นคนกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้สหรัฐฯ ยอมปลดล็อกเพื่อแลกกับการปล่อยตัวประกันชาวอเมริกัน 52 คน
อย่างไรก็ตาม ในปีต่อ ๆ มา ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง เพราะสหรัฐฯรู้สึกไม่สบายใจต่อโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน
ด้านอิหร่านยืนยันมาโดยตลอดว่าโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของตนมีวัตถุประสงค์เพื่อพลังงานพลเรือนเท่านั้น แม้ว่าจะมีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมไปไกลเกินกว่าเกณฑ์ที่จำเป็นสำหรับวัตถุประสงค์ดังกล่าวก็ตาม
อิสราเอลและสหรัฐฯ ได้กล่าวหาอิหร่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าแอบเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐฯ และพันธมิตร โดยเฉพาะยุโรป ได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อประเทศอิหร่านหลายต่อหลายครั้ง ในขณะที่ อิสราเอล ซึ่งเป็นประเทศเดียวในตะวันออกกลางที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ที่สร้างขึ้นผ่านโครงการลับ กลับไม่ต้องเผชิญกับการตรวจสอบในลักษณะเดียวกันเลย
ในปี 2015 อิหร่านได้บรรลุข้อตกลงกับมหาอำนาจโลกจากการเจรจาโดยสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งเรียกว่า แผนปฏิบัติการเบ็ดเสร็จร่วม (Joint Comprehensive Plan of Action หรือ JCPOA) ภายใต้ข้อตกลงนี้ รัฐบาลเตหะรานตกลงที่จะลดขนาดโครงการนิวเคลียร์ของตนลง และผลที่ตามมาคือ อิหร่านได้รับสิทธิ์เข้าถึงสินทรัพย์ส่วนใหญ่ในต่างประเทศคืนอีกครั้งในเวลานั้น
แต่ในปี 2018 ระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ถอนตัวออกจากข้อตกลงดังกล่าวเพียงฝ่ายเดียว โดยเรียกข้อตกลงนี้ว่า "เป็นการเอื้อประโยชน์ฝ่ายเดียว" และได้นำมาตรการคว่ำบาตรกลับมาใช้กับอิหร่านอีกครั้ง ส่งผลให้สินทรัพย์ในต่างประเทศถูกอายัดอีกครั้ง
ในปี 2023 สหรัฐฯ และอิหร่านได้ตกลงในข้อตกลงแลกเปลี่ยนตัวประกัน ซึ่งรัฐบาลเตหะรานได้ปล่อยตัวพลเมืองสัญชาติสหรัฐฯ-อิหร่าน 5 คน เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯ ปล่อยตัวชาวอิหร่านหลายคนที่ถูกจำคุกในประเทศ และยอมให้อิหร่านเข้าถึงเงินทุนหลายพันล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัดไว้ โดยเงินจำนวนดังกล่าวคือรายได้จากการขายน้ำมันมูลค่า 6 พันล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัดไว้ในเกาหลีใต้เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
ภายใต้โครงการนี้ เงินถูกโอนไปยังกาตาร์เพื่อกำกับดูแล แต่ในปีต่อมา ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่ออิหร่าน เพื่อตอบโต้การโจมตีอิสราเอลด้วยขีปนาวุธและโดรน ส่งผลให้อิหร่านไม่สามารถเข้าถึงสินทรัพย์เหล่านี้ในกาตาร์อีกครั้ง
นอกจากสหรัฐฯ แล้ว สหภาพยุโรปยังได้อายัดสินทรัพย์ของธนาคารกลางอิหร่านบางส่วนด้วยเช่นกัน
◾️◾️◾️
🔴 ประเทศใดบ้างที่ถือครองสินทรัพย์ของอิหร่าน?
ปัจจุบัน สินทรัพย์ที่ถูกอายัดของอิหร่านนั้นถูกถือครองโดยหลายประเทศ
สื่อของอิหร่านเคยรายงานไว้ว่า ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นลูกค้าน้ำมันรายสำคัญของอิหร่าน ถือครองอยู่ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์, อิรัก ถือครองอยู่ประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์, จีน ถือครองอยู่ล้านอย่างน้อย 2 หมื่นล้านดอลลาร์ และ อินเดีย ถือครองอยู่ 7 พันล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังถือครองสินทรัพย์ของอิหร่านอีกประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ ในขณะที่ประเทศในสหภาพยุโรปอย่าง ลักเซมเบิร์ก ถือครองอยู่ประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์
ส่วนกาตาร์ ถือครองอยู่ประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ถูกโอนย้ายมาจากเกาหลีใต้เพื่อชำระให้แก่อิหร่าน แต่ถูกสหรัฐฯ ระงับในเวลาต่อมา
◾️◾️◾️
🔴 การปลดล็อกสินทรัพย์สินมีความสำคัญต่ออิหร่านอย่างไร?
เศรษฐกิจของอิหร่านกำลังอยู่ในสภาวะวิกฤต จากการถูกจำกัดการส่งออกน้ำมันมานานหลายทศวรรษด้วยมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการดึงดูดเงินลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรมรวมถึงเทคโนโลยีให้ทันสมัยต้องหยุดชะงักลง
ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นและการอ่อนค่าของสกุลเงินเรียล นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคม ซึ่งต่อมาได้ขยายตัวเป็นแคมเปญขนาดใหญ่ที่ท้าทายอำนาจของรัฐบาล
สินทรัพย์ที่ถูกอายัดไว้เปรียบเสมือนเงินสดที่ถูกล็อกอยู่ ซึ่งพร้อมนำออกมาใช้ได้ทันที โดยเงินจำนวน 1 แสนล้านดอลลาร์นั้นคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของ GDP ของประเทศเลยทีเดียว
ร็อกแซน ฟาร์แมนฟาร์ไมอัน อาจารย์ด้านการเมืองระหว่างประเทศเชี่ยวชาญด้านอิหร่านจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กล่าวกับอัลจาซีราว่า การปลดล็อกสินทรัพย์ของอิหร่านจะมีความหมายอย่างยิ่งต่อประเทศนี้ เพราะมันหมายถึงอิหร่านสามารถนำเงินทุนที่หามาได้ในรูปของเงินตราต่างประเทศจากการขายน้ำมัน กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของตนเอง ซึ่งจะช่วยให้สามารถควบคุมความผันผวนของค่าเงินได้
เธอยังตั้งข้อสังเกตวา อุตสาหกรรมสำคัญ ๆ ซึ่งรวมถึงแหล่งน้ำมัน ระบบประปา และโครงข่ายไฟฟ้า กำลังเผชิญกับความเสื่อมโทรมของโครงสร้างพื้นฐาน และหากอิหร่านสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ของตนได้อย่างอิสระ โครงสร้างเหล่านี้ก็จะมีการปรับปรุง อิหร่านจำเป็นต้องฟื้นฟูประเทศหลังจบสงคราม การปลดล็อกสินทรัพย์ จะช่วยให้กระบวนการนั้นรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในทันที
เธอยังระบุว่า การเข้าถึงเงินทุนที่ถูกอายัดจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน และเริ่มต้นกระบวนการในการกำจัดการทุจริต ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อต้องอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร
ด้านคริส เฟเธอร์สโตน นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยยอร์ก บอกกับอัลจาซีราว่า การตัดสินใจของสหรัฐฯ ว่าจะปลดล็อกสินทรัพย์ของอิหร่านหรือไม่นั้น ยังถือเป็นข้อความทางการทูตที่สำคัญอย่างยิ่งอีกด้วย เพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการลดแรงกดดันของสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจอิหร่าน และอาจช่วยให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ที่เพิ่มมากขึ้นจากผู้เล่นต่างชาติอื่นๆ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาการค้าและการรวมกลุ่มกันนั่นเอง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
