รีเซต

อิหร่านโจมตีเจาะเกราะสหรัฐฯ​ กับแนวทาง "ไม่จำเป็นต้องชนะ แค่ทำให้สูญเสีย"?

อิหร่านโจมตีเจาะเกราะสหรัฐฯ​ กับแนวทาง "ไม่จำเป็นต้องชนะ แค่ทำให้สูญเสีย"?
TNN ช่อง16
23 กรกฎาคม 2569 ( 19:02 )
10

การโจมตีของอิหร่านต่อที่ตั้งทางทหารของสหรัฐฯ ในจอร์แดน ซึ่งส่งผลให้ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตสามนาย ได้แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ในการสร้างความสูญเสียถึงชีวิตในช่วงห้าเดือนของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน

เหตุการณ์ล่าสุดนี้ ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมอิหร่านยังโจมตีฐานทัพสหรัฐฯในตะวันออกกลางได้ จนเกิดความสูญเสีย แม้สหรัฐฯ อ้างว่าได้ทำลายถูกขีดความสามารถทางทหารไปแล้ว

สำนักข่าวอัล จาซีรา รายงานว่า การโจมตีเมื่อวันศุกร์ (17 ก.ค.)ถือเป็นครั้งแรกที่ทหารสหรัฐฯ ถูกสังหารจากการโจมตีของอิหร่านต่อสิ่งปลูกสร้างทางทหารของสหรัฐฯ นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากสงครามต่ออิหร่าน

แม้ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดของการโจมตี แต่นักวิเคราะห์กล่าวว่า เหตุการณ์ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนี้ ตอกย้ำถึงความจริงที่น่าอึดอัดใจสำหรับรัฐบาลสหรัฐฯ นั่นคือ แม้จะมีการระดมโจมตีทางอากาศจากสหรัฐฯ ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่อิหร่านยังคงรักษาขีดความสามารถทางทหารในการดำเนินสงครามแบบอสมมาตรที่ยืดเยื้อต่อไปได้

เจนนิเฟอร์ คาวานาห์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ทางทหารของสถาบันคลังสมอง Defense Priorities กล่าวกับสำนักข่าวอัลจาซีรา ว่า ขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านยังคงน่าเกรงขาม มีการฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาดไว้ การโจมตีของอิหร่านมีความแม่นยำมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งน่าจะได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยข่าวกรองของรัสเซียและจีน

เธอระบุว่า กองทัพของอิหร่านไม่ได้ 'ไร้ประสิทธิภาพในการรบ' ตามที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯเคยแสดงความเห็นไว้ แม้ว่าจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่พวกเขาก็กำลังเรียนรู้และปรับตัวตามกาลเวลา

ทำไมอิหร่านยังคงสามารถสังหารทหารสหรัฐฯ ได้?

แอนเดรียส ครีก นักวิขาการอาวุโสจากคณะความมั่นคงศึกษาแห่ง King's College London เผยว่า ความสามารถของอิหร่านในการสังหารบุคลากรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง เกิดจากปัจจัยหลายประการรวมกัน โดยได้แรงหนุนจากตำแหน่งที่ตั้งและการออกแบบของฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วตะวันออกกลางและอ่าวเปอร์เซีย 

ครีก ระบุว่า กองกำลังสหรัฐฯ ประมาณ 50,000 นาย ปฏิบัติการจากฐานทัพที่ตั้งอยู่ประจำและเปิดเผย ซึ่งอยู่ในระยะทำการของคลังแสงขีปนาวุธและโดรนที่ทันสมัยขึ้นเรื่อย ๆ ของอิหร่าน

นอกจากนี้ บุคลากรจำนวนมากมักจะอาศัยอยู่ในสิ่งปลูกสร้างแบบกึ่งถาวร ซึ่งออกแบบมาเพื่อป้องกันจรวด ปืนใหญ่ และระเบิดแสวงเครื่องเป็นหลัก มากกว่าที่จะป้องกันขีปนาวุธทิ้งตัวที่มีความแม่นยำสูงซึ่งบรรจุหัวรบขนาดใหญ่

ดังนั้นการโจมตีจึงสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างรุนแรง การโจมตีที่พลาดเป้าไปอย่างหวุดหวิดสามารถนำไปสู่ภาวะสมองกระทบกระเทือนจากแรงดันเกินของระเบิดได้ ในขณะที่การสกัดขีปนาวุธซึ่งมีเศษซากร่วงหล่นก็สามารถทำให้บาดเจ็บจากลงมาได้เช่นกัน

ทั้งนี้ จนถึงตอนนี้ ยอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการของกองทัพสหรัฐฯ ในสงครามครั้งนี้อยู่ที่ 18 นาย ซึ่งรวมถึงทหารเจ็ดนายที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ศูนย์ปฏิบัติการทางยุทธวิธีในคูเวตและที่ฐานทัพอากาศ ในซาอุดีอาระเบีย

อย่างไรก็ตาม กองทัพสหรัฐฯเผยว่า นอกเหนือจากทหารสามนายที่เสียชีวิตในจอร์แดนแล้ว การเสียชีวิตในกรณีอื่น ๆ ไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการโจมตีของอิหร่าน เช่น ทหารอากาศหกนายที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินชนกันระหว่างเติมน้ำมันเมื่อเดือนมีนาคม และล่าสุดคือทหารที่เสียชีวิตระหว่างการจุดระเบิดเพื่อทำลายโดรนติดอาวุธที่ถูกยิงตกในอิรัก

สำหรับ ทหารสหรัฐฯ ที่ได้รับบาดเจ็บนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นมีประมาณ 500 นาย สิ่งปลูกสร้างและยุทโธปกรณ์หลักของกองทัพสหรัฐฯ หรืออาคารต่าง ๆ ประมาณ 220 แห่งได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย หลังจากการล่มสลายของข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม


การโจมตีทางอากาศที่ถาโถม

ครีกระบุว่า อิหร่านใช้คลังแสงขีปนาวุธและโดรนที่มีความซับซ้อนและทันสมัยยิ่งขึ้นเพื่อเอาชนะระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงระบบแพทริออต แบบพื้นสู่อากาศ และระบบต่อต้านขีปนาวุธทิ้งตัวทาด (THAAD)

อิหร่านได้พัฒนาขีปนาวุธทิ้งตัว ขีปนาวุธร่อน รวมถึงโดรนติดอาวุธที่สามารถเข้าหาเป้าหมายด้วยวิถีการบินและระดับความเร็วที่แตกต่างกัน เมื่อนำมาผสมผสานกับการใช้เป้าลวงและการกระจายฐานยิง สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้ระบบป้องกันของสหรัฐฯ มีประสิทธิภาพลดลงได้ ดังนั้น ต่อให้จะสามารถสกัดหรือทำลายขีปนาวุธหรืออาวุธที่โจมตีเข้ามาส่วนใหญ่ได้ แต่จำนวนเพียงเล็กน้อยที่สามารถเจาะทะลุเกราะป้องกันเข้ามาได้ ก็สามารถสร้างความสูญเสียอย่างหนักได้

ด้านโมนา ยาโคเบียน ผู้อำนวยการโครงการตะวันออกกลางแห่งศูนย์ยุทธศาสตร์และสากลศึกษา (CSIS) กล่าวว่า อิหร่านดูเหมือนจะแสดงเจตนาที่ชัดเจนและรุนแรงยิ่งขึ้นในการโจมตีทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ในการโจมตีรอบล่าสุดนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงสัปดาห์แรก ๆ ของสงคราม ยอดสูญเสียจากการโจมตีครั้งล่าสุดนี้ อาจเป็นผลมาจากความแม่นยำที่เพิ่มขึ้น การเสื่อมประสิทธิภาพของระบบป้องกันและระบบเรดาร์ของสหรัฐฯ หรืออาจเป็นการ "โจมตีเข้าเป้าด้วยความโชคดี" จากขนาดและจำนวนของการโจมตีที่มหาศาล หรืออาจเป็นปัจจัยหลายอย่างรวมกัน

ทั้งนี้ ณ วันพุธ (22 ก.ค.) สหรัฐฯ และอิหร่านโจมตีตอบโต้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 11 วันติดต่อกันแล้ว

กองทัพอิหร่านเผยว่า ล่าสุดพวกเขามุ่งเป้าไปที่เครื่องบินรบ F-15/ พื้นที่เตรียมการสำหรับโดรน /และโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ที่ฐานทัพเจ้าชายฮัสซัน และฐานทัพกษัตริย์ไฟซาล ในจอร์แดน ขณะที่กองทัพบาห์เรนก็เปิดเผยเช่นกันว่าสามารถสกัดกั้นการโจมตีทางอากาศหลายครั้งจากอิหร่านได้

ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้โจมตีพื้นที่ตามแนวช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่อง โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงเมื่อวันอังคารว่า ได้มุ่งเป้าไปที่ ศูนย์ปฏิบัติการทางทหารของอิหร่าน ขีดความสามารถทางทะเล โรงเก็บเครื่องบิน คลังเก็บโดรน และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ทางทหาร


อิหร่านยังมีเครื่องมือจำนวนมาก?

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ซักไซ้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ อย่างหนักเกี่ยวกับข้อกล่าวอ้างของเขาที่ว่า กองทัพของอิหร่านได้ถูกทำลายล้างในทางปฏิบัติไปแล้วในสงครามครั้งนี้

เฮกเซธยังคงยืนกรานว่าสงครามครั้งนี้ถือเป็น ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ทางทหารโดยกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอิหร่านได้ถูกทำให้ไร้ประสิทธิภาพไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า "เราไม่เคยคาดว่าอิหร่านจะหยุดความสามารถในการยิงโจมตี แต่คำถามคือขีดความสามารถนั้นอยู่ในระดับที่จะต่อกรกับคู่ต่อสู้รายใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาได้หรือไม่

ด้านเจสัน แคมป์เบล นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันตะวันออกกลาง และอดีตเจ้าหน้าที่เพนตากอน กล่าวว่า อิหร่านไม่เพียงแต่ยังคงรักษาขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและโดรนเอาไว้ได้เท่านั้น แต่พวกเขายังอาจกำลังนำอาวุธขั้นสูงที่ไม่เคยถูกนำมาใช้งานก่อนหน้านี้ออกมาใช้ด้วย

แคมเบลขยายความว่า อิหร่านมีเครื่องมือจำนวนมากที่อิหร่านยับยั้งชั่งใจไม่นำออกมาใช้ในช่วงแรก ๆ ของสงคราม ซึ่งเป็นอาวุธที่พวกเขาสามารถนำมาใช้ในภายหลังได้ และหนึ่งในนั้นคือการนำขีปนาวุธทิ้งตัวที่มีขนาดใหญ่กว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่าบางส่วนมาใช้ ซึ่งขีปนาวุธเหล่านี้เพิ่งจะได้รับการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ถูกยิงออกไปด้วยความแม่นยำสูง และมีความสามารถที่เหนือกว่าในการหลบหลีกระบบป้องกันภัยทางอากาศและระบบป้องกันขีปนาวุธ


ขณะที่แพทริก บิวรี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยบาธ และอดีตนักวิเคราะห์ของนาโต เห็นพ้องว่า อิหร่านน่าจะสามารถสร้างความสูญเสียถึงชีวิตต่อทรัพย์สินและบุคลากรของสหรัฐฯ ต่อไปได้ในอนาคตอันใกล้ แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีความเหนือกว่าทางทหารอย่างมหาศาลก็ตาม

เขาระบุว่า ปัญหาที่แท้จริงที่อเมริกาต้องเผชิญก็คือ มีความไม่สมมาตรในการแบกรับต้นทุนเกิดขึ้น มีหลักฐานเอกสารยืนยันอย่างชัดเจนว่า คลังแสงของอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดรนและขีปนาวุธ มีต้นทุนในการผลิตและยิงโจมตีที่ถูกกว่ามาก เมื่อเทียบกับยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นต้องนำมาใช้ในการสกัดกั้นอาวุธเหล่านี้

ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองระบุว่า นี่คือเหตุผลว่าทำไมอิหร่านจึงสามารถสร้างความเสียหายในเชิงยุทธศาสตร์ได้ โดยอิหร่านไม่จำเป็นต้องเอาชนะสหรัฐฯ ในทางทหาร อิหร่านต้องการเพียงแค่เจาะทะลุระบบป้องกันให้ได้บ่อยครั้งพอที่จะสร้างความสูญเสีย ทั้งในด้านกำลังพล การปฏิบัติการ และทางการเมือง ต่อการคงอยู่ของอเมริกาในภูมิภาคนี้นั่นเอง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง