แบงก์ชาติเตรียมรวมหนี้ ช่วยเหยื่อโควิด ต.ค.นี้ หวังลดภาระดอกเบี้ยเหลือต่ำกว่า 10% เล็งกลุ่มบัตรเครดิต-บ้าน-เช่าซื้อ

แบงก์ชาติเตรียมรวมหนี้ ช่วยเหยื่อโควิด ต.ค.นี้ หวังลดภาระดอกเบี้ยเหลือต่ำกว่า 10% เล็งกลุ่มบัตรเครดิต-บ้าน-เช่าซื้อ
ข่าวสด
28 กันยายน 2564 ( 17:08 )
28
แบงก์ชาติเตรียมรวมหนี้ ช่วยเหยื่อโควิด ต.ค.นี้ หวังลดภาระดอกเบี้ยเหลือต่ำกว่า 10% เล็งกลุ่มบัตรเครดิต-บ้าน-เช่าซื้อ

น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ช่วงกลางเดือนต.ค. 2564 ธปท. เตรียมออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการรวมหนี้ (Debt Consolidation) ระหว่างสถาบันการเงิน สำหรับสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน กับสินเชื่อที่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล หรือสินเชื่อบัตรเครดิต รวมกับสินเชื่อบ้าน หรือสินเชื่อรถยนต์ เป็นต้น เพื่อลดภาระของลูกหนี้ในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน

 

 

ทั้งนี้ เชื่อว่าการเพิ่มเกณฑ์ให้สามารถรวมหนี้ข้ามสถาบันการเงินได้นั้น จะช่วยสร้างการแข่งขัน เพิ่มปริมาณธุรกิจ และเพิ่มแรงจูงใจในการดำเนินมาตรการให้กับสถาบันการเงินมากขึ้น ซึ่งมาตรการที่ออกมาเพิ่มเติมนี้ จะมีการกำหนดไม่ให้สถาบันการเงินคิดค่าธรรมเนียมชำระเงินกู้คืนก่อนครบกำหนด (Prepayment Fee) รวมถึงเกณฑ์การจัดชั้นของสถาบันการเงิน และมาตรการจูงใจอื่นๆ เพิ่มเติม

 

 

โดยเบื้องต้นคาดว่าหากลูกหนี้สามารถรวมหนี้สินเชื่อไม่มีหลักประกันกับสินเชื่อที่มีหลักประกันได้ จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยจากระดับสูงให้ลดลงเหลือต่ำกว่า 10% โดยปัจจุบันเพดานหนี้บัตรเครดิต อยู่ที่ 16-18% สินเชื่อบุคคล อยู่ที่ 25% สินเชื่อจำนำทะเบียน อยู่ที่ 24% และสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ อยู่ที่ 33%

 

 

“ปัจจุบันอาจจะมีนอนแบงก์ ที่ไม่ได้มีหนี้ที่มีหลักประกัน ซึ่งเมื่อมีมาตรการนี้อาจทำให้ลูกหนี้โอนมารวมกับสถาบันการเงินได้ ซึ่งนอนแบงก์เองก็ต้องยอมปล่อยลูกหนี้ออกมา จะบังคับไม่ให้ปิดหนี้เดิมไม่ได้ เนื่องจากกฎหมายกำหนดว่า เมื่อมีเงินไปปิดสถาบันการเงินก็ต้องรับ โดยในครั้งนี้ ธปท.จะเพิ่มหลักเกณฑ์ในเรื่องห้ามคิดค่าธรรมเนียมชำระคืนเงินกู้ก่อนครบกำหนดด้วย”น.ส.สุวรรณี กล่าว

 

 

นางสาวสุวรรณี กล่าวว่า ภายใต้ภาวะที่ความเสี่ยงยังอยู่ในระดับสูง จะต้องเน้นการเลือกใช้มาตรการที่ตรงจุด และไม่ส่งผลกระทบเชิงลบหรือผลข้างเคียงต่อระบบการเงิน เพื่อให้ระบบการเงินและระบบสถาบันการเงินยังทำงานได้ตามปกติและหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจให้ไปต่อได้ ขณะที่ไม่ทำให้ลูกหนี้กลุ่มเสี่ยงและเปราะบางถูกผลักไปอยู่นอกระบบ ดังนั้น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้พร้อมการให้แรงจูงใจเพิ่มเติม มาตรการเพิ่มเงินใหม่ รวมถึงมาตรการรวมหนี้จะเป็นการแก้ปัญหาได้ตรงจุด และระบบสถาบันการเงินยังสามารถส่งผ่านความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่อง

 

 

สำหรับความคืบหน้าของมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 โดย ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2564 มีลูกหนี้ได้รับความช่วยเหลือภายใต้มาตรการทั้งสิ้น 5.12 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดหนี้ 3.35 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินและนอนแบงก์ 2 ล้านบัญชี ยอดหนี้ 2.1 ล้านล้านบาท และลูกหนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ 3.12 ล้านบัญชี ยอดหนี้ 1.25 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อรวมลูกหนี้ของสถาบันการเงินและนอนแบงก์ ที่เข้ามาตรการเร่งด่วนพักชำระหนี้ คิดเป็นมากกว่า 3 ล้านบัญชี

 

 

นอกจากนี้ ธปท. ได้อนุมัติสินเชื่อฟื้นฟูไปแล้วทั้งสิ้น 1.06 แสนล้านบาท ซึ่งถึงเป้าหมาย 1 แสนล้านบาทเร็วกว่ากำหนด โดยสินเชื่อกระจายตัวได้ดีและครอบคลุมลูกหนี้จำนวน 3.45 หมื่นราย เฉลี่ยรายละ 3.07 ล้านบาท เป็นธุรกิจขนาดเล็ก คิดเป็น 44.3% ประกอบธุรกิจการพาณิชย์และบริการ 67.2% และเป็นลูกหนี้ที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด นอกเขตกรุงเทพและปริมณฑล 68.4%

 

 

ส่วนโครงการพักทรัพย์พักหนี้ มีมูลค่าสินทรัพย์ที่รับโอน 1.51 หมื่นล้านบาท ผู้ได้รับความช่วยเหลือ 106 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม โรงงาน และสปา

 

 

อย่างไรก็ดี สำหรับธุรกิจโรงแรมและที่พัก มีลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ ไทยที่ได้รับความช่วยเหลือภายใต้มาตรการ 2.83 แสนล้านบาท คิดเป็น 65% ของสินเชื่อธุรกิจโรงแรมและที่พักทั้งสิ้น ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ 61% การช่วยเหลืออื่น เช่น พักชำระหนี้ หรือลดภาระหนี้ระยะสั้น 34% และโครงการพักทรัพย์พักหนี้ 5%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง