รีเซต

จีนปั้น SMEs อย่างไร? เปิด 5 ยุคพัฒนาธุรกิจ จากฐานรากสู่ “โรงงานของโลก” (ตอน 2)

จีนปั้น SMEs อย่างไร? เปิด 5 ยุคพัฒนาธุรกิจ จากฐานรากสู่ “โรงงานของโลก” (ตอน 2)
TNN ช่อง16
15 ตุลาคม 2569 ( 14:26 )
14

คุยกันต่อเลยครับ ...

อีกจุดเปลี่ยนประการสำคัญในยุคนี้เกิดขึ้นในปี 2011 เมื่อรัฐบาลจีนโดยกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ เริ่มประกาศผลักดันระบบการบ่มเพาะ SMEs ภายใต้ยุทธศาสตร์ “จวนจินเท่อซิน” (Zhuan Jin Te Xin) บางครั้งเราอาจเห็นการใช้ตัวย่อว่า “SRDI” ในภาษาอังกฤษของ 4 แนวทางหลักดังกล่าว อันได้แก่

  • จวน (Zhuan) หมายถึง ความเชี่ยวชาญพิเศษ (Specialized)

มุ่งเน้นการประกอบธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง

  • จิน (Jin) หมายถึง ความประณีต/ความเป็นเลิศ (Refined)

มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบและผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสูง

  • เท่อ (Te) หมายถึง ความโดดเด่น/ความมีอัตลักษณ์ (Differential)

สะท้อนถึงความแตกต่าง มีผลิตภัณฑ์และบริการที่แตกต่างจากคู่แข่งขันในตลาด

  • ซิน (Xin) หมายถึง การพัฒนาเทคโนโลยี โมเดลธุรกิจ หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ (Innovative) อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี การออกเอกสารนโยบายเฉพาะทางฉบับแรกในระดับชาติเพื่อกำหนดกรอบแนวทางและมาตรการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ เกิดขึ้นในปี 2013 และดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนต่อเนื่องในหลายปีต่อมา

ยุคที่ 4 เศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตและ “ยักษ์เล็ก” (ช่วงปี 2016-2020)

นับแต่ปี 2016 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นของแผนฯ 13 กระทรวงอุตสาหกรรมฯ ของจีนนำโมเดลพีระมิด (Pyramid Model) ที่ไปเรียนรู้มาจากเยอรมนีมาประยุกต์ใช้กับจีน ซึ่งนำไปสู่การก่อกำเนิดของ “ยักษ์เล็ก” (Little Giants) หรือ “เสี่ยวจวี้เหริน” (Xiaojuren) นับแต่ปี 2018

“ยักษ์เล็ก” เป็นกิจการขนาดเล็กที่ใหญ่ในเชิงความสามารถ ตามแนวคิด “จิ๋วแต่แจ๋ว” ซึ่งส่วนใหญ่มักมีคุณลักษณะสำคัญ อาทิ การมีเทคโนโลยีสำคัญและสิทธิบัตร การเป็นซัพพลายเออร์หลักของกิจการขนาดใหญ่ การมีความเชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์เฉพาะด้าน การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาสูง และการครองตลาดเฉพาะทาง

หลายบริษัทเหล่านี้อาจผลิตสินค้าเพียงไม่กี่ชนิด แต่สามารถเป็นผู้นำตลาดในระดับประเทศหรือระดับโลกได้

ขณะเดียวกัน เพื่อนำพาจีนเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล รัฐบาลจีนก็ไม่ปล่อยให้เอกชน “เดินอย่างเดียวดาย” และต้องพัฒนาระบบดิจิทัลเอง แต่เลือกที่จะแสดง “บทบาทนำ” ในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาและข้อจำกัดที่มีอยู่ อาทิ การขาดแคลนเงินลงทุนระบบดิจิทัล การขาดบุคลากร และการขาดความรู้และข้อมูลที่เป็นระบบ โดยลงทุนก่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริการให้ SMEs ใช้

ยกตัวอย่างเช่น SMEs จีนไม่จำเป็นต้องสร้าง AI ของตัวเองทั้งหมด แต่สามารถใช้ AI ที่บริษัทและแพลตฟอร์มขนาดใหญ่พัฒนาขึ้น ผลจากการนี้ทำให้ SMEs จีนได้รับโอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่ เพราะอินเทอร์เน็ตช่วยลดต้นทุนในการเข้าสู่ตลาดในวงกว้าง

ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถขายสินค้าออนไลน์ เข้าถึงลูกค้าทั่วจีน ใช้ระบบการชำระเงินดิจิทัล ใช้โซเชียลมีเดียและไลฟ์คอมเมิร์ซ และส่งออกผ่านอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน (Cross-border E-Commerce)

ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพราะในอดีต SMEs มักจะต้องมีโรงงาน ตัวแทนจำหน่าย ร้านค้า และช่องทางจัดจำหน่ายเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย แต่ในยุคดิจิทัล SMEs สามารถเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายผ่านแพลตฟอร์มได้อย่างสะดวกคล่องตัว และมีต้นทุนในการเข้าสู่ตลาดที่ลดลงอย่างมาก ทำให้ SMEs จีนจำนวนมากสามารถพัฒนาตัวเองเป็น “Micro Multinational” คือกิจการเล็กที่ขายสินค้าไปทั่วโลกได้ในเวลาต่อมา

ยุคที่ 5 ยุค “จวนจินเท่อซิน” เบ่งบาน และเต็มพลัง “ยักษ์เล็ก” (ช่วงปี 2021-ปัจจุบัน)

นี่อาจถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของ SMEs จีน โดยจีนเดินหน้าสานต่อนโยบาย “จวนจินเท่อซิน” โครงการ “ยักษ์เล็ก” และโมเดลพีระมิดในช่วงแผนฯ 14 (ปี 2021-2025)

จีนเริ่มตระหนักว่า การมี SMEs จำนวนมากอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องการ SMEs ที่มีคุณภาพสูง เปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียง OEM และ ODM ไปสู่การเป็น “ผู้คิดค้นนวัตกรรมเฉพาะทาง”

ทั้งนี้ ในช่วงแผนฯ 14 จำนวน “ยักษ์เล็ก” ของจีนเพิ่มจากมากกว่า 5,000 ราย เป็นมากกว่า 17,600 แห่ง และด้วยหลักคิดที่ว่า “ถ้าไม่ลงทุนใน R&D เราจะไม่มีอนาคต” ส่งผลให้ SMEs จีนให้ความสำคัญอย่างมากกับการวิจัยและพัฒนา

ในช่วงแผนฯ 14 “ยักษ์เล็ก” ของจีนมีค่าเฉลี่ยการลงทุนในงบวิจัยและพัฒนาถึง 7% ของรายได้ ขณะที่ในกลุ่มธุรกิจชั้นนำก็ใช้งบการวิจัยเฉลี่ยมากกว่า 30 ล้านหยวนต่อบริษัท

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความสำเร็จในการพัฒนา SMEs จีน ซึ่งนอกจากช่วยพัฒนาภาคการผลิตจนกลายเป็นกลไกสำคัญของอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ อาทิ แบตเตอรี่ EV เศรษฐกิจระดับการบินต่ำ อุปกรณ์พลังงานสะอาด และเซมิคอนดักเตอร์แล้ว ยังช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยี เครื่องจักร ชิ้นส่วน และวัสดุสำคัญจากต่างประเทศ และส่งผลให้ SMEs จีนพัฒนาขึ้นเป็น “กระดูกสันหลัง” ของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

เท่านั้นไม่พอ ครั้นสิ้นสุดการดำเนินนโยบาย Made in China 2025 จีนก็ประกาศเดินหน้าการพัฒนาภาคการผลิตของจีนในแผนฯ 15 (ปี 2026-2030) ด้วยนโยบาย “กำลังการผลิตคุณภาพสูงใหม่” (New Quality Productive Forces) โดยรัฐบาลจีนเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 ได้ประกาศแผนส่งเสริมการพัฒนา SMEs คุณภาพสูงที่ครอบคลุมช่วงปี 2026-2030

แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ จีนยึดมั่นในหลักการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” (Small but Strong) โดยมุ่งเปลี่ยน SMEs จากเดิมที่มุ่งเน้นการพัฒนาในเชิง “ขนาด” และการแข่งขันผ่าน “แรงงานราคาถูก” ไปสู่การพัฒนาในเชิง “คุณภาพ” และการแข่งขัน “ด้วยความยอดเยี่ยม” เพื่อให้กลายเป็นผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และกิจการเทคโนโลยีและนวัตกรรม

เราจึงเห็นจีนให้ความสำคัญกับการปรับใช้ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม และปัญญาประดิษฐ์ในกระบวนการผลิต เพื่อลดต้นทุนแรงงานและเพิ่มความแม่นยำ พร้อมทั้งกำหนดภารกิจหลักในด้านอื่น ๆ ที่ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการปฏิรูปกฎหมายและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

สิ่งหนึ่งที่ผมชื่นชอบมากในส่วนหลังนี้ก็คือ การสร้าง “ระบบบริการ SMEs เครือข่ายเดียวระดับชาติ” (National One-Network SME Service System) ซึ่งช่วยให้ SMEs เข้าถึงบริการต่าง ๆ ผ่านระบบเดียวได้อย่างสะดวก ไม่ต้องเสียเวลาวิ่งไปติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การจัดหาเงินทุน เทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ โซลูชันดิจิทัล พันธมิตรทางธุรกิจ และตลาด หรือแม้กระทั่งการขอคำปรึกษาทางกฎหมาย

อ่านต่อตอนหน้าครับ ...

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง