รีเซต

งานวิจัยชี้มนุษย์นีแอนเดอร์ทาลรู้จักก่อไฟตั้งแต่ 400,000 ปีก่อน พลิกความเข้าใจวิวัฒนาการมนุษย์

งานวิจัยชี้มนุษย์นีแอนเดอร์ทาลรู้จักก่อไฟตั้งแต่ 400,000 ปีก่อน พลิกความเข้าใจวิวัฒนาการมนุษย์
TNN ช่อง16
2 มกราคม 2569 ( 21:56 )
11

สำหรับมนุษย์แล้วความสามารถในการก่อไฟได้ตามต้องการถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของวิวัฒนาการ เนื่องจากไฟไม่เพียงช่วยให้เกิดการปรุงอาหาร เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ แต่ยังให้ความอบอุ่น ป้องกันสัตว์นักล่า และเอื้อให้มนุษย์สามารถตั้งถิ่นฐานในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายมากขึ้นมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญในทางโบราณคดีก็คือ มนุษย์เริ่มสร้างไฟได้เองจริง ๆ ตั้งแต่เมื่อใด

การศึกษาชิ้นใหม่ที่เผยแพร่ในวารสาร Nature ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยระบุว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทาลยุคแรกสามารถควบคุมและก่อไฟได้เองตั้งแต่เมื่อราว 400,000 ปีก่อน ซึ่งเก่าแก่กว่าหลักฐานที่เคยค้นพบก่อนหน้านี้หลายแสนปี และเกิดขึ้นก่อนการวิวัฒนาการของมนุษย์โฮโมเซเปียนส์

นิค แอชตัน (Nick Ashton) นักวิจัยจากพิพิธภัณฑ์อังกฤษ และหัวหน้าทีมศึกษา อธิบายว่า ในช่วงแรกของประวัติศาสตร์มนุษย์ การใช้ไฟยังคงพึ่งพาปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะไฟป่าที่เกิดจากฟ้าผ่า มนุษย์เพียงเข้าไป “เก็บเกี่ยวไฟ” จากแหล่งเหล่านั้น และพยายามดูแลรักษาเปลวไฟให้อยู่ได้นานที่สุด ซึ่งเป็นกระบวนการที่ยาก มีต้นทุนสูง และไม่อาจควบคุมได้เต็มที่

อย่างไรก็ตาม เมื่อมนุษย์สามารถสร้างไฟขึ้นเอง การใช้ไฟจึงกลายเป็นกิจกรรมประจำที่ทำได้ทุกที่ทุกเวลา และเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง นิค แอชตัน (Nick Ashton) ระบุว่าการระบุช่วงเวลาที่มนุษย์พัฒนาความสามารถนี้ได้อย่างแน่ชัดเป็นเรื่องยาก เนื่องจากร่องรอยการเผาไหม้จากธรรมชาติและจากฝีมือมนุษย์มักมีลักษณะคล้ายคลึงกันมากในทางโบราณคดี

งานวิจัยล่าสุดได้รายงานหลักฐานสำคัญจากแหล่งโบราณคดีอีสต์ฟาร์มบาร์นแฮม (East Farm Barnham) ในเขตซัฟฟอล์ก สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นบ่อดินเหนียวร้างที่เก็บรักษาร่องรอยของกิจกรรมมนุษย์ในช่วงประมาณ 427,000 ถึง 415,000 ปีก่อน ทีมวิจัยพบพื้นที่ตะกอนสีแดงขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายกองไฟขนาดย่อม ล้อมรอบด้วยสิ่งประดิษฐ์หลายชนิด ได้แก่ แร่ไพไรต์ 2 ชิ้น หินเหล็กไฟ 19 ชิ้น และขวานมือที่แตกหัก 4 ชิ้น ซึ่งทั้งหมดแสดงร่องรอยการถูกความร้อนอย่างชัดเจน

แร่ไพไรต์เป็นแร่ที่สามารถก่อให้เกิดประกายไฟได้เมื่อกระทบกับหินเหล็กไฟ และถือว่าหายากมากในพื้นที่ดังกล่าว นักวิจัยจึงเชื่อว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทาลยุคแรกตั้งใจนำแร่นี้มาจากแหล่งอื่น เพื่อใช้เป็นชุดอุปกรณ์ก่อไฟ หลักฐานดังกล่าวนับเป็นร่องรอยการก่อไฟที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ มีอายุราว 400,000 ปี

“การควบคุมไฟอย่างสมบูรณ์ผ่านกระบวนการผลิตนั้นเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 400,000 ปีที่แล้ว โดยมนุษย์นีแอนเดอร์ทาลยุคแรก” นิค แอชตัน (Nick Ashton) กล่าวเพิ่มเติม พร้อมระบุว่านี่ไม่ใช่เพียงการใช้ไฟจากธรรมชาติ แต่เป็นการสร้างไฟขึ้นใหม่ด้วยความตั้งใจ

และเพื่อยืนยันว่าร่องรอยเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากไฟป่าหรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ทีมวิจัยได้ทำการทดสอบในห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง โดยจำลองสภาพแวดล้อมและวิเคราะห์การเปลี่ยนสีของตะกอน รวมถึงสภาพของเครื่องมือหิน ผลการทดสอบชี้ว่าตะกอนบางตัวอย่างเคยสัมผัสอุณหภูมิสูงกว่า 750 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่พบได้ในกองไฟที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ใช่จากการเผาไหม้แบบกระจายตามธรรมชาติ

นิค แอชตัน (Nick Ashton) ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า มนุษย์นีแอนเดอร์ทาลยุคแรกไม่เพียงรู้จักหาแร่ไพไรต์ที่หายากเท่านั้น แต่ยังเข้าใจคุณสมบัติของมันอย่างลึกซึ้ง รวมถึงการเลือกเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม โดยเชื้อเพลิงบางชนิด เช่น เห็ดแห้ง มีประสิทธิภาพสูงในการติดไฟได้ง่าย สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงระดับสติปัญญาและการวางแผนที่ซับซ้อนของมนุษย์นีแอนเดอร์ทาล ไม่เฉพาะในอังกฤษ แต่ครอบคลุมถึงพื้นที่ต่าง ๆ ในยุโรป

ก่อนหน้านี้ หลักฐานการก่อไฟโดยเจตนาที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุเพียงราว 50,000 ปี การค้นพบครั้งนี้จึงผลักเส้นเวลาในประวัติศาสตร์มนุษย์ย้อนกลับไปได้ถึงประมาณ 350,000 ปี และตอกย้ำว่าความสามารถในการก่อไฟเป็นทักษะสำคัญที่เกิดขึ้นก่อนการถือกำเนิดของมนุษย์โฮโมเซเปียนส์อย่างชัดเจน ทั้งยังเปลี่ยนมุมมองเดิมที่เคยประเมินศักยภาพทางปัญญาของมนุษย์นีแอนเดอร์ทาลต่ำเกินไปในอดีต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง