“เอลนีโญ” มาเร็วกว่าคาด และลากยาวถึงก.พ.70 เตรียมรับมือ “อากาศร้อนจัด”

รองศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ อรรถวานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เกษตรและภูมิอากาศ เปิดเผยข้อมูลอัปเดตสถานการณ์น้ำท่วมและน้ำแล้งของประเทศไทย ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” อย่างเต็มตัวในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ และคาดว่าอิทธิพลของเอลนีโญจะลากยาวอย่างน้อยจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 โดยมีแนวโน้มทวีความรุนแรงสูงสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569
ข้อมูลชี้ว่า ช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม อุณหภูมิในทุกภาคของประเทศจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ประชาชนต้องเตรียมรับมือกับภาวะร้อนจัด โดยพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกตอนล่างจะได้รับผลกระทบจากสัญญาณความร้อนเด่นชัดกว่าภาคอื่น ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพจากอากาศร้อน
สำหรับสถานการณ์ฝน ภาพรวมจากสำนักอุตุนิยมวิทยาชั้นนำทั่วโลกบ่งชี้ว่า ในเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ภาคใต้ ภาคเหนือตอนบน และบางส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจเผชิญภาวะฝนทิ้งช่วงที่ชัดเจนขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม พื้นที่ภาคตะวันตกและภาคเหนือตอนล่าง โดยเฉพาะจังหวัดตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี ต้องเฝ้าระวังปริมาณฝนที่อาจมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ สะท้อนลักษณะสภาพอากาศที่แปรปรวนในยุคโลกรวน ซึ่งอาจก่อให้เกิดทั้งน้ำหลากฉับพลันและความเสียหายต่อพื้นที่เกษตร
ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า แม้ผลพยากรณ์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนจะชี้ว่าปริมาณฝนยังใกล้เคียงค่าปกติ และไม่แล้งจัดเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ประชาชนและเกษตรกรไม่ควรประมาท ควรเริ่มวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้าไปจนถึงปี 2570 และติดตามการอัปเดตพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากข้อมูลใหม่จะมีความแม่นยำสูงกว่า เพื่อปรับตัวรับมือความผันผวนของภูมิอากาศได้อย่างทันท่วงที
ด้านกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ลักษณะอากาศฤดูร้อนปี 2569 จะเริ่มในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ และสิ้นสุดราวกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งโดยภาพรวมจะมาช้ากว่าปกติประมาณ 2 สัปดาห์ ลักษณะอากาศจะร้อนอบอ้าวสลับกับฝนฟ้าคะนองในบางช่วง ช่วยบรรเทาความร้อนได้บ้าง แต่ยังต้องเฝ้าระวังอากาศร้อนจัดในหลายพื้นที่
สำหรับอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยบริเวณประเทศไทยตอนบน คาดว่าจะอยู่ที่ 36–37 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าปกติ ขณะที่ปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 30–40 โดยเฉพาะ 3 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และตาก มีโอกาสเผชิญอุณหภูมิสูงเกิน 42 องศาเซลเซียส
ช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ ปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน ซึ่งอากาศจะร้อนจัดเกือบทั่วประเทศ อุณหภูมิสูงสุดอาจแตะ 42–43 องศาเซลเซียส และมีโอกาสเกิดพายุฤดูร้อนเป็นระยะ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงอากาศแปรปรวนในปลายเดือนเมษายน เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ฤดูฝนต่อไป
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมรับมือทั้งภัยร้อน ภัยแล้ง และฝนตกหนักฉับพลันที่อาจเกิดขึ้นจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในปีนี้และปีถัดไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
