เปิดสูตรเปลี่ยน “กรุงเทพฯ” สู่เมืองยั่งยืน เมืองน่าอยู่สำหรับคนทุกวัย

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับการสร้างเมืองหลวงให้เป็นเมืองที่ยั่งยืนทำอย่างไร?
ปัจจุบัน หลายเมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งมลพิษทางอากาศ การจราจรติดขัด น้ำท่วม ขยะล้นเมือง และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรุงเทพมหานครเองก็เป็นหนึ่งในเมืองที่ต้องเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ ดังนั้น การพัฒนาเมืองให้เป็น “เมืองยั่งยืน” หรือ Sustainable City จึงกลายเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ หรือ United Nations Sustainable Development Goals (SDGs)
หนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน คือ การสร้างระบบขนส่งมวลชนสีเขียวและส่งเสริมการสัญจรทางเลือก เมืองควรปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อการเดินเท้าและการปั่นจักรยาน เช่น การสร้างทางจักรยานลอยฟ้าหรือสะพานเฉพาะสำหรับจักรยาน เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ดังเช่นเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ที่ให้ความสำคัญกับการเดินทางด้วยจักรยานอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ภาครัฐควรผลักดันให้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์และรถไฟ เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า 100% เพื่อลดมลพิษทางอากาศและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงกำหนดพื้นที่ปล่อยมลพิษต่ำ หรือ Low-Emission Zones โดยจำกัดรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในบางพื้นที่ เพื่อลดฝุ่นควันและสร้างอากาศที่สะอาดขึ้นให้กับคนเมือง
นอกจากระบบขนส่งแล้ว การวางผังเมืองและการออกแบบอาคารก็มีความสำคัญอย่างมาก แนวคิด “เมือง 15 นาที” หรือ 15-Minute City กำลังได้รับความสนใจในหลายประเทศ โดยออกแบบให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการพื้นฐาน เช่น โรงเรียน ร้านค้า สวนสาธารณะ หรือโรงพยาบาล ได้ภายในเวลา 15 นาทีด้วยการเดินหรือปั่นจักรยาน ช่วยลดการเดินทาง ลดปัญหารถติด และเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนในเมือง ขณะเดียวกัน อาคารต่าง ๆ ควรใช้มาตรฐานอาคารสีเขียว หรือ Green Buildings ที่เน้นการประหยัดพลังงาน ใช้ระบบโซลาร์เซลล์ และเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวแนวตั้ง หรือ Vertical Forest บนอาคารสูง เพื่อช่วยดูดซับฝุ่น เพิ่มออกซิเจน และลดอุณหภูมิในเมือง เช่น แนวคิดสถาปัตยกรรมสีเขียวในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี
อีกแนวทางสำคัญ คือ การบริหารจัดการพลังงาน น้ำ และขยะแบบหมุนเวียน เมืองควรหันมาใช้พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ ลม หรือชีวมวล แทนการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมทั้งพัฒนาระบบจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวสำหรับกักเก็บน้ำฝน ป้องกันน้ำท่วม และบำบัดน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการออกแบบสวนสาธารณะให้เป็น “แก้มลิงธรรมชาติ” เพื่อช่วยรองรับน้ำในช่วงฝนตกหนัก ขณะเดียวกัน เมืองควรมุ่งสู่แนวคิด Zero Waste หรือขยะเหลือศูนย์ ด้วยการส่งเสริมการแยกขยะ รีไซเคิล และทำปุ๋ยหมักอย่างจริงจัง เพื่อลดปริมาณขยะฝังกลบ เช่น เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ที่สามารถนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่า 80%
นอกจากนี้ การสร้างเมืองยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน เมืองควรสนับสนุนการทำเกษตรในเมือง หรือ Urban Farming เช่น การปลูกผักบนดาดฟ้าและพื้นที่ว่างในชุมชน เพื่อลดระยะทางการขนส่งอาหารและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นและตรวจสอบนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลหรือกิจกรรมชุมชน เพื่อให้การพัฒนาเมืองเป็นไปอย่างโปร่งใสและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
การพัฒนาเมืองหลวงให้เป็นเมืองยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงการสร้างเมืองที่ทันสมัยหรือมีเทคโนโลยีก้าวหน้าเท่านั้น แต่คือการสร้างเมืองที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุล หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง กรุงเทพมหานครก็มีโอกาสก้าวสู่การเป็นเมืองแห่งอนาคตที่น่าอยู่และยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไปได้อย่างแท้จริง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
