รีเซต

Rain Bomb จ่อพัทยาบ่ายนี้! เตือนฉะเชิงเทรา-ปทุมฯ เฝ้าระวัง

Rain Bomb จ่อพัทยาบ่ายนี้! เตือนฉะเชิงเทรา-ปทุมฯ เฝ้าระวัง
TNN ช่อง16
5 ตุลาคม 2569 ( 12:20 )
15

รัฐบาลติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะมีฝนกระจายหลายพื้นที่ในช่วงวันที่ 5-7 ตุลาคม 2569 ก่อนมีฝนเพิ่มขึ้นอีกระลอกระหว่างวันที่ 10-13 ตุลาคม ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบริหารจัดการน้ำ เตรียมเครื่องจักรและระบบระบายน้ำรองรับพื้นที่เสี่ยง

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงที่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ว่า ช่วงวันที่ 5-7 ตุลาคม มีแนวโน้มเกิดฝนฟ้าคะนองและฟ้าผ่า กระจายตั้งแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ไปจนถึงภาคตะวันตก ก่อนที่ช่วงวันที่ 10-13 ตุลาคม จะมีฝนเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

พื้นที่ภาคเหนือ ต้องติดตามปริมาณน้ำจากลุ่มน้ำปิงและน่านที่จะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา อย่างไรก็ตาม เขื่อนหลักยังมีพื้นที่รองรับน้ำ ขณะที่ภาคตะวันตก ปริมาณฝนจะลงสู่พื้นที่กาญจนบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ก่อนที่ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นในช่วงต่อไป

ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติได้สั่งการจังหวัดภาคใต้ ผู้ว่าราชการจังหวัด และกองทัพภาคที่ 4 เตรียมความพร้อมด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงเครื่องมือและกำลังเจ้าหน้าที่ พร้อมขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด

น้ำเหนือเริ่มลด เจ้าพระยายังคงระบาย 2,500 ลบ.ม./วินาที

สถานการณ์น้ำเหนือมีแนวโน้มดีขึ้น โดยน้ำบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ที่ไหลลงสู่ภาคกลางลดลง ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยายังคงระบายน้ำในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีต่อเนื่องในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา

เมื่อน้ำเหนือปรับลดลง ทำให้ระดับน้ำที่ไหลผ่านจังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพมหานครอยู่ต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 1 เมตร ส่วนพื้นที่ฝั่งตะวันตก น้ำจากแม่น้ำแม่กลองที่ไหลผ่านพื้นที่เมือง บางคนที และอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ลดลงประมาณ 1 เมตรเช่นกัน

ภาคตะวันออก ปริมาณน้ำจากนครนายกและปราจีนบุรีเริ่มลดลง แต่ยังมีมวลน้ำไหลเข้าสู่ฉะเชิงเทราและแม่น้ำบางปะกง จึงขอให้ประชาชนในอำเภอบางคล้า ราชสาส์น และอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามฝนบริเวณเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งอาจเกิดฝนตกหนักเฉพาะจุดและทำให้มีน้ำท่วมขัง รวมถึงพื้นที่ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี และตั้งแต่เพชรบุรีลงไปถึงภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องถึงสัปดาห์หน้า

กทม. เตรียมรับฝนหนัก 5-6 และ 10-11 ต.ค.

นายปริญญา จันทคุปต์ ผู้อำนวยการส่วนวิชาการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ระบุว่า ระดับน้ำเจ้าพระยาวันนี้คาดว่าจะสูงสุดประมาณ 1.72 เมตร ต่ำกว่าระดับคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานครประมาณ 1.28 เมตร

กรุงเทพมหานครเตรียมรับฝนหนัก 2 ช่วง คือวันที่ 5-6 และ 10-11 ตุลาคม โดยเร่งระบายน้ำออกจากคลองสายหลักเพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำฝน พร้อมนำเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่เตรียมประจำพื้นที่เสี่ยง เช่น เขตสายไหม ลาดกระบัง คลองสามวา และสะพานสูง

หลังระดับน้ำหลายพื้นที่ลดลง กทม.ได้เร่งจัดเก็บขยะและสิ่งของขนาดใหญ่จากพื้นที่ประสบอุทกภัยแล้วกว่า 1,400 ตัน ขณะเดียวกันมีประชาชนลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือผ่านระบบของกรุงเทพมหานครประมาณ 40,000 ราย โดยพื้นที่ที่มีผู้ลงทะเบียนสูงสุด ได้แก่ ลาดกระบัง สายไหม และบางกะปิ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ระดับน้ำในกรุงเทพฯ ลดลงต่อเนื่อง เส้นทางที่ยังมีน้ำท่วมขังสูงคือถนนฉลองกรุง จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว

ส่วนชุมชนเคหะร่มเกล้า ระดับน้ำลดลงแล้วประมาณ 30-70 เซนติเมตร โดยตั้งเป้าระบายน้ำอย่างน้อยวันละ 25 เซนติเมตร ขณะที่มีนบุรี ประเวศ และสะพานสูง มีการเปิดประตูระบายน้ำเพิ่มเพื่อผลักดันน้ำเข้าสู่คลองแสนแสบ ส่วนสายไหมและออเงิน มีการเสริมเครื่องสูบน้ำจากพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว พร้อมใช้เรือช่วยผลักดันน้ำ โดยคาดว่าน้ำจะแห้งภายใน 2 วัน

กรมชลประทานยืนยันเขื่อนหลักยังมีพื้นที่รองรับน้ำ

นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำประมาณ 68% และเขื่อนสิริกิติ์ประมาณ 81% จึงยังมีพื้นที่รองรับน้ำจากฝนในภาคเหนือได้

กรมชลประทานยังคงระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อพร่องน้ำเหนือเขื่อนและเตรียมพื้นที่รองรับฝนที่คาดว่าจะเกิดบริเวณกำแพงเพชรและอุทัยธานี ซึ่งอาจเพิ่มปริมาณน้ำในแม่น้ำปิง

อัตราการระบายดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพื้นที่ท้ายน้ำตั้งแต่ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ โดยกรมชลประทานยังคงตรวจตราคันกั้นน้ำและพื้นที่ริมตลิ่งนอกแนวป้องกัน

กรมชลประทานยืนยันว่า การระบายน้ำระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ไม่ทำให้น้ำล้นคันกั้นน้ำของกรุงเทพฯ และปริมณฑลเข้าสู่พื้นที่เมือง โดยประเด็นที่ต้องติดตามคือฝนที่จะตกในพื้นที่ช่วงวันที่ 5 และ 10-11 ตุลาคม

ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง ปริมาณการระบายน้ำจากเขื่อนแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี มีแนวโน้มลดลง ขณะที่เขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ จะบริหารจัดการร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยให้เหมาะสมกับสถานการณ์

จังหวัดเพชรบุรีมีการเตรียมเครื่องสูบน้ำบริเวณเขื่อนแก่งกระจานและตรวจสอบระบบระบายน้ำ โดยกรมชลประทานระบุว่าระบบมีความพร้อม 100% สำหรับรองรับกรณีฝนตกปริมาณมากหรือน้ำล้นเขื่อน

ขณะที่ภาคใต้ โดยเฉพาะฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ชุมพร นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ได้เตรียมระบบระบายน้ำรองรับน้ำจากพื้นที่ภูเขาที่อาจไหลเข้าสู่พื้นที่เมืองในช่วงฝนเพิ่มขึ้นวันที่ 10-11 ตุลาคม

ปภ. เร่งจ่ายเงินเยียวยา ข้อมูลครบโอนได้ภายใน 2-3 วัน

นางสาวศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่า กรุงเทพมหานครและจังหวัดที่ประสบภัยกำลังทยอยสำรวจความเสียหายและเริ่มดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชน

หากจังหวัดและกรุงเทพมหานครส่งข้อมูลครบถ้วน ปภ.สามารถยืนยันข้อมูลกับธนาคารออมสิน และดำเนินการโอนเงินเยียวยาได้ภายใน 2-3 วัน หรือไม่เกินสัปดาห์นี้

ข้อมูลวันที่ 5 ตุลาคม เวลา 07.00 น. มีประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” รวม 1,056,361 ครัวเรือน แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 458,987 ครัวเรือน สมุทรปราการ 149,194 ครัวเรือน ปทุมธานี 130,010 ครัวเรือน ฉะเชิงเทรา 42,531 ครัวเรือน และระยอง 36,016 ครัวเรือน

หน่วยงานภาครัฐจึงยังคงติดตามทั้งฝน น้ำเหนือ น้ำในแม่น้ำสายหลัก และพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมระบบระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และกำลังเจ้าหน้าที่รองรับฝนระลอกใหม่ โดยประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ปภ. กรมชลประทาน และหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง