เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

#ทันหุ้น-บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index แกว่งตัว Sideways to Sideways Down ในกรอบ 1,372-1,386 จุด โดยมีปัจจัยกดดันอ่อนๆ จาก Sentiment ลบของตลาดต่างประเทศ ภาพรวมตลาดยังขาดปัจจัยบวกหนุน โดยเฉพาะในประเทศที่ยังมีประเด็นกดดันคือแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่ตลาดประเมิน โดย GDP คาดโตในระดับต่ำ 3% ในปี 2024 ขณะที่กำไร 4Q23 บจ.โดยรวมเท่าที่ประกาศออกมาแล้วต่ำกว่าที่คาด รวมถึงเห็นการทยอยปรับลดประมาณการกำไรปี 2024 ลงจากแนวโน้มการเติบโตที่ต่ำกว่าเดิมที่เคยมอง ซึ่งเราจะมีการปรับลดคาดการณ์ EPS และ SET Target ปี 2024 อีกครั้งหลังจบฤดูกาลประกาศกำไรช่วงสิ้นเดือนนี้ อย่างไรก็ตามในด้าน PER Multiple อาจมีปัจจัยช่วยบ้างจาก Bond Yield ของไทยที่ขยับลงในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาจากระดับ 3.3-3.4% สู่ระดับ 2.56% ช่วยชดเชยในด้าน Earnings Yield Gap ให้ไม่แคบลงจากเดิมมากนัก
ระยะสั้นเรามองดัชนียังปรับตัวขึ้นได้จำกัดจากปัจจัยพื้นฐานที่กดดัน จึงยังเน้นกลยุทธ์เลือกลงทุนในหุ้นที่คาดมีแนวโน้มกำไรสดใสและแข็งแรงกว่ากว่าตลาดในปี 2024 ส่วนระยะยาวยังคาดหวังเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยที่ Bottom ในปี 2023 แล้วก่อนทยอยเร่งตัวขึ้นในปี 2024 โดยยังคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ รวมถึงงบประมาณประจำปี 2024 ที่คาดว่าจะผ่านสภาฯได้ใน 2Q24 เรายังมองดัชนีที่ระดับ 1,350-1,360+- จุด ยังน่าสนใจในการทยอยสะสมระยะกลาง-ยาว
กลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 4Q23-2024 แข็งแกร่งและ PER/PBV ต่ำเทียบกับ Pre-Covid
หุ้นเด่นเดือน ก.พ.: CPALL, ITEL, MINT, PR9, TU
หุ้นเด่นวันนี้ : CPALL
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 77 บาท
• กำไรของ CPALL มีแนวโน้มออกมาดีกว่าคาดที่ 4.7 พันลบ. +11% q-q, +63% y-y ตาม CPAXT ที่ออกมาก่อนหน้า หนุนจากยอดขายที่เติบโตของทั้ง 3 ธุรกิจทั้ง CVS Wholesale และ Retail ที่มี SSSG เป็นบวก ส่วนค่าใช้จ่ายยังควบคุมได้ดี รวมถึงได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยของ CPAXT ที่ลดลงหลัง Refinance
• เราคาดกำไรปี 2023-24 ที่ 1.72 หมื่นลบ. +30% y-y และ 2 หมื่นลบ. +16% y-y จากผลการดำเนินงาน Lotus’s ที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด ราคาหุ้นปัจจุบันเทรด 2024PER เพียง 25 เท่า ต่ำกว่าในอดีตที่ราว 30 เท่า
• แนวรับ 56//54 บาท แนวต้าน 56.75//58 บาท
**บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ มีโอกาสปรับตัวลง ตลาดรอดูรายงานประชุม FOMC ส่วนของไทยตัวเลข GDP ไม่สวย หุ้นทยอยส่งงบใกล้จบ และเริ่มขึ้น “XD” กันแล้ว โดยตลาดหุ้นทั่วโลก ต่างรอดูการรายงานประชุม FOMC ในคืนวันนี้(21) ดัชนีตลาดหุ้นหลักของสหรัฐฯ ปรับลดลงเพราะเรื่องนี้ บวกกับรอดูการรายงานผลประกอบการหุ้น NVIDIA ที่จะรายงานในคืนนี้(21) หลังตลาดให้ราคาของธุรกิจ AI ไว้ค่อนข้างมาก เรามองว่า ถ้างบออกมาไม่ดีหรือต่ำกว่าคาด ราคาหุ้นกลุ่ม Tech ตัวอื่นๆ อาจถูกกระทบไปเพราะเพราะต่างก็ซื้อขายที่ P/E (PEG) ที่ค่อนข้างสูง
สถานการณ์สงครามทั้ง 2 ภูมิภาค ยังสร้างแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจโลก สหรัฐฯเตรียมประกาศ sanction ต่อรัสเซียรอบใหม่ หลังผู้นำฝ่ายค้านเสียชีวิตในระหว่างการจองจำของรัสเซีย และกลุ่มฮูตี ออกมาโจมตีเรือในทะเลแดงระลอกใหม่ ราคาน้ำมันอาจขยับขึ้น แต่เงินเฟ้อจะสูงตาม (ไม่ดีต่อเศรษฐกิจโลก
เรากำลังรอดูผลจากการที่ธนาคารกลางจีน ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 5 ปีลง 0.25% เมื่อวานนี้(20) ว่าจะทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นกลับขึ้นมาหรือไม่ หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาไม่ดี
สถิติ ปี 2018-2023 ดัชนีฯ ตลาดหุ้นไทยในเดือน มี.ค. (หลังส่งงบจบแล้ว) จำนวนปีที่ปรับตัวสูงขึ้น : ลดลง เท่ากับ 5 : 5 คือ พอๆกัน แต่ละปีอาจมีสถานการณ์ที่แตกต่างกัน โดยปีนี้ ตลาดยังมีปัจจัยลบ และตัวแปรต่างประเทศไม่ค่อยดี ทำให้โอกาสที่ดัชนีฯ ในเดือน มี.ค.ปีนี้ จะปรับตัวลง มากกว่าที่จะสูงขึ้น
บริษัทในตลาด ทยอยส่งงบ ล่าสุด ที่ DAOL รวบรวม 197 บริษัท กำไร SET ลดลง 31% QoQ และต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดราว 21% (Bloomberg Survey) หลายบริษัทมีรายการพิเศษ ทำให้กำไรต่ำกว่าปกติ เช่น TU และหุ้นที่มีผลขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นตัวอื่น เช่น KEX ….ตามที่เราเคยประเมินว่ามีโอกาสสูงที่กำไตรมาสนี้จะออกมาต่ำกว่าคาด ....สำหรับกำไร SET ไตรมาสนี้ DAOL ประเมินล่าสุด 2.0 แสนลบ. +31% YoY; -24% QoQ (update ตัวเลขนี้รายวัน)
Event และตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญๆ วันนี้ นายกฯ นั่งเป็นประธานประชุมบอร์ดอีวี(รถยนต์ไฟฟ้า) รายงานประชุม กนง. และ รายงานประชุม FOMC
Strategy
• ตลาดเข้าสู่ช่วงปลายของการรายงานกำไรและขึ้น “XD” กอรปกับยังไม่มีข่าวบวกใหม่ๆ เข้ามาในตลาด
กลยุทธ์ลงทุนช่วงนี้ เน้นให้ถือเงินสด (>=50%) หรือเก็งกำไรช่วงสั้น....... ขณะที่การดักเก็บหุ้นที่ราคาลงมามาก น่าจะไปรอดูว่า ดัชนีฯ จะมีโอกาสลงไปต่ำกว่า 1370 หรือไม่ (ซื้อแถวๆ 1380 จุด อาจยังไม่ปลอดภัย)
• คืนนี้ (21) จะมีรายงานประชุม FOMC ที่จะทำให้ตลาดหุ้นเช้าวันพรุ่งนี้อาจผันผวนได้ การลงทุนที่มี theme อิงต่างประเทศ (จีน+ดอกเบี้ยสหรัฐฯ) หรือ สาย Commodity ควรรอดูทิศทางตลาดไปก่อน
• จากประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและ ปัจจัยภายนอก การดักเก็บหุ้นเพื่อถือ 1-3 เดือน จะเหลือหุ้นที่น่าสนใจลดลง หรืออาจต้องรอให้ดัชนีฯ เริ่มยืนได้ ก่อน หุ้นที่เราคัดไว้ก่อนหน้านี้ จะเหลือ 2 ตัว คือ BEM, JMT และเพิ่มหุ้นธนาคาร (ที่ “XD” ช้ากว่ากลุ่มอื่นๆ + กำไรปกติยังดี) คือ BBL, KTB, SCB เข้ามา
• หุ้นในพอร์ตวันนี้ เรานำ TTB ออก และนำ KTB, BEM เข้ามาแทน หุ้นในพอร์ตประกอบไปด้วย TRUE*(10%), BDMS(10%), TTB(10%)
**บล.คิงส์ฟอร์ด จำกัด ประเมินแนวรับ SET ที่ 1,370 – 1,375 แนวต้าน 1,390 ยังต้องติดตาม Fed Minutes เพื่อจับทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ และรอรายงานกำไร บจ. Q4/66 แนะนำทยอยซื้อกลุ่มค้าปลีก CPALL,DOHOME,CPN/ ท่องเที่ยว AOT,MINT / อาหาร GFPT,SNNP / เก็งกำไร TTB หลังเตรียมจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลัง 0.055 บาท และทั้งปี 66 รวมอยู่ที่ 0.105 บาท คิดเป็น Dividend Yield 5.6%
SCCC* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 153.00 บาท) บริษัทรายงานผลประกอบการ 4Q66 มีกำไรสุทธิที่ 827 ล้านบาท +88%QoQ และพลิกจาก 4Q65 ที่ขาดทุน โดยกำไรที่ดีขึ้นมาจากโครงการลดต้นทุนภายในและราคาพลังงานที่ลดลงทั้งถ่านหินและค่าไฟฟ้า ชดเชยปัจจัยลบจากอุปสงส์ธุรกิจซีเมนต์ในต่างประเทศได้ นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายพิเศษจากการด้อยค่าฯ ยังลดลงจากไตรมาสก่อน ส่วนแนวโน้ม 1Q67 ผลการดำเนินงานยังอยู่ในทิศทางที่ฟื้นตัว โดยตลาดในประเทศคาดหวังปัจจัยบวกรัฐบาลเร่งผ่านงบประมาณในช่วง 2Q67 ทั้งนี้ตลาดคาดกำไรปี 67 ที่ 2.96 พันล้านบาท +11%YoY ทั้งนี้บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผล 7 บาท/หุ้น คิดเป็น Div Yield 5% XD 22 ก.พ.67
MINT* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย BB Consensus 39.50 บาท) หากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรปกติ 4Q66 ดีขึ้น YoY QoQ ฟื้นตัวต่อเนื่องจากโรงแรมในโซนเอเชียเข้าสู่High Season ด้านปี67นี้ ต้นปียังมีสัญญานที่ดีจาก ปริมาณการจองห้องพักในไทยช่วงม.ค.-ก.พ. 67 ที่+20-30%YoY โดยในแผนงาน 3 ปี(67 - 69) MINT* วางงบลงทุนราว 3 หมื่นลบ. 80% ลงในธุรกิจโรงแรม เพิ่มจำนวนโรงแรมในการบริหารขึ้นเป็น 780 แห่ง (จาก 530 แห่ง) และอีก 20% ลงในธุรกิจร้านอาหาร เป้าสาขา Chain แตะ 3,700 สาขา (จาก 2,600 สาขา)/เป้ารายได้รวมเฉลี่ยปีละ +8-10%YoY ทั้งนี้ตลาดคาดกำไรสุทธิปี-67- 68 ของ MINT* ที่ 8,154 ลบ. (+51%YoY) และ 9,389 ลบ.(+15%YoY)
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
