รีเซต

พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ดีหรือเสี่ยง? หากหนี้สาธารณะไทยเกิน 70% กระทบประชาชนยังไง?

พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ดีหรือเสี่ยง? หากหนี้สาธารณะไทยเกิน 70% กระทบประชาชนยังไง?
TNN ช่อง16
23 เมษายน 2569 ( 17:34 )
2

พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ทางรอดเศรษฐกิจไทย หรือ ภาระก้อนใหม่ ที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตคนไทยในอนาคต ถ้าคุณอยากเข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทยและแผนการใช้งบของรัฐบาล ก่อนจะไปวิเคราะห์ หรือ คุยบนโซเชียล อยากให้ฟังคลิปนี้ก่อน เพราะไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบรัฐบาล แต่นี่เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ และคุณควรต้องรู้  เดี๋ยวโอ๋เล่าให้ฟัง

ก่อนเข้าเรื่อง พ.ร.ก. เงินกู้ ห้าแสนล้าน  อยากพูดให้ทุกคนได้เข้าใจที่มาที่ไปของ สถานการณ์การเงินและเศรษฐกิจของประเทศไทยก่อนว่าเป็นยังไง
จะช่วยให้เราเข้าใจเหตุผลของรัฐบาลมากขึ้นว่าทำไมถึงตัดสินใจกู้ ท่ามกลาง หนี้สาธารณะเดิมที่มีอยู่ถึง 66% เหมือนคน ถ้าเรามีหนี้ 70 % ของรายได้ ไม่ได้แปลว่า เราไม่มีเงิน แต่มันแปลว่า ความคล่องตัว ย่อมหายไป รายได้ในอนาคต ต้องแบ่งมาเพื่อชำระหนี้ส่วนนี้ก่อนถูกไหม ซึ่ง เวลากู้หนี้ มันมีทั้งส่วนที่เป็น เงินต้น และ ดอกเบี้ย ที่เราต้องจ่ายนั่นเอง แต่หนี้ ไม่ใช่เรื่องไม่ดี หรือ ภาระเสมอไป หากเป็นการ กู้มาใช้แล้ว ลงทุนต่อเพื่อให้เงินงอกเงย ดังนั้น ความน่ากังวลของการกู้ ไม่ได้อยู่ที่กู้เท่าไหร่ เพียงอย่างเดียว  แต่อยู่ที่ กู้มาใช้ทำอะไรบ้าง? 

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง ระบุว่า หากท้ายที่สุดรัฐบาลตัดสินใจกู้จริง ก็น่าจะกู้ไม่เกินกรอบ 5 แสนล้าน ในช่วงก่อนใช้งบประมาณ ปี 70 หรือ ก่อนตุลาคมนี้   เพื่อช่วยเหลือประชาชน  ใน 3 ส่วนหลัก 
1.ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง  2 แสนล้าน
2.เปลี่ยนผ่าน ไปสู่การใช้พลังงานสะอาด 2 แสนล้าน 
3.ปฏิรูปประเทศเน้นการลงทุนเพื่ออนาคต  

โดยเมื่อวานมีการประชุมใหญ่ที่สำคัญ ระหว่าง อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ประชุมร่วม 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ และ การเงิน ของประเทศไทย ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงบฯ สภาพัฒน์ฯ และ ธปท. โดยใจความหลักคือเพื่อทบทวน กรอบการใช้เงินงบ ปี 69-70  เพื่อเร่งหางบเพิ่มมาช่วยประชาชนจากวิกฤตพลังงาน - ภัยแล้งหนักเอลนีโญ

ข่าวที่เปิดเผยออกมาพบว่า แต่ละหน่วยงานมีการประเมินว่าผลกระทบจากสงครามส่งผลต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไทยสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพประชาชนจนรัฐบาลนิ่งเฉยไม่ได้ จำต้องเร่งหามาตรการต่างๆเพื่อช่วยเหลือทั้งระยะสั้นและระยะยาว จึงต้องเร่งหางบเพิ่ม โดย GDP ปีนี้ไทยโตต่ำมาก โตแค่ 1.4%  
ปัจจัยจาก  สงครามภูมิรัฐศาสตร์ - วิกฤตพลังงาน กระทบทั่วโลก 

แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกระทบรายได้ประเทศพอสมควรเพราะรายได้หลักมาจาก การส่งออก - การท่องเที่ยว เมื่อน้ำมันแพง ขนส่งชะลอตัว นักท่องเที่ยวอาจเปลี่ยนใจ ทำให้กระทบรายได้ของบริษัท ธุรกิจ SMEs แทบทั้งสิ้น หากเราฟังดีๆมันก็จะสอดคล้องกับที่ กูรูการเงิน ได้่ออกมาให้สัมภาษณ์พี่สรยุทธ์วันก่อนว่า มีความเป็นไปได้ที่ หลังจากนี้ อาจเกิดการ  Lay off  ในประเทศไทยอีกระลอก เพราะเมื่อแต่ละบริษัทจำเป็นต้อง ปรับโครงสร้างองค์กร สิ่งที่ง่ายที่สุด คือ การปลดพนักงานอย่างจำเป็น

เมื่อฟังจากข่าวที่เกิดขึ้น ตอนนี้รัฐบาล มีวิธีหาเงินเพิ่ม 2 ทาง ก่อนตัดสินใจ กู้เงินเพิ่ม

1.โยกงบ ปี 2569 ที่ยังไม่ได้ใช้ หรือ ใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ น่าจะดึงคืนมาได้ราว 70,000–100,000 ล้านบาท  เมื่อรวมกับงบกลางเดิมจะทำให้รัฐมีเงินงบกลาง เพิ่มประมาณ 95,000–120,000 ล้านบาท 

2.รีดไขมัน ปรับร่างงบปี 2570 ตัดงบส่วนที่ยังไม่จำเป็น เน้นเพิ่มศักยภาพ เช่น งบดูงานต่างประเทศ หรืองบก่อสร้างอาคารใหม่ มาใช้ช่วยเหลือประชาชนแทน โดยปีหน้า รัฐบาล ตั้งเป้าเก็บรายได้เพิ่มให้อยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท จากหลายมาตรการ เช่น  ทบทวนปรับค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การพิจารณาปรับขึ้นภาษีน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร  เก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร หรือ แผนปรับภาษี Vat 

แต่อีกหนึ่งวิธีที่กำลังถูกพูดถึง คือการ กู้เงิน 5 แสนล้าน 
เป็นกระสุนคลังสำรอง ผ่านการออก พ.ร.ก.กู้เงิน มันคืออะไร ?


คือ กฎหมายให้อำนาจ ก.คลังไปกู้เงินมาใช้ในเรื่องที่รัฐบาลระบุว่า เร่งด่วน รอไม่ได้
เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ หรือเหตุฉุกเฉินใหญ่ ๆ 
โดยไม่ต้องรอ กรอบงบประมาณปกติ ที่ใช้เวลาและต้องวางแผนล่วงหน้าเกือบปี

แต่อีกมุมก็เพราะความไวของการผ่าน พ.ร.ก. นี่แหละ
ที่อาจจะเป็นดาบสองคมที่ฝ่ายค้านกังวล
เพราะกระบวนการตรวจสอบในสภาก็จะไม่เข้มข้น เท่า พ.ร.บ. งบประมาณ ปกติ

ปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าประเทศไทยอยากจะกู้เงินเพิ่มเท่าไหร่ก็ได้
เรามีกกรอบวินัยการคลัง ที่กำหนดเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP ไว้ไม่เกิน 70%
เพื่อคุมตัวเองว่า จะก่อหนี้ได้แค่ไหน โดยไม่ให้กระทบเสถียรภาพการคลัง 

แต่ข่าว คือ รัฐบาลอาจเตรียมพิจารณาขยับเพดานหนี้สาธารณะ 
จาก 70% ขึ้นไปเป็น 75%  เพื่อเปิดพื้นที่ให้รัฐ กู้เงินได้เพิ่ม  
จากปัจจุบัน ไทยมีหนี้ประมาณ 66.09% ของ GDP  หรือราว 12.5 ล้านล้านบาท  

ส่วนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า จะขยายหรือไม่ เพราะ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับ สำนักข่าว The standard ระบุว่า อาจจะยังไม่ขยายในปีนี้เนื่องจาก หากกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้าน มันยังอยู่ในกรอบ 4% ก่อนจะแตะเพดาน 70% ของ GDP 

ถ้าหนี้สาธารณะเกิน 70% ประชาชนจะได้รับผลกระทบยังไง?

1.เมื่อรัฐกู้มากขึ้น งบประมาณปีต่อ ๆ ไปอาจเหลือไปใช้พัฒนาประเทศได้น้อยลง
เพราะต้องกันเงินไว้จ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นหนี้เก่า  

2.ถ้าเกิดวิกฤตรอบใหม่ รัฐจะช่วยได้ยากขึ้นเพราะถ้ากระสุนการคลังถูกใช้ไปกับหนี้ก้อนเดิม 

3.ประชาชนและ SMEs อาจกู้สินเชื่อได้ยากขึ้น ดอกเบี้ยไม่ได้ลงง่าย SMEsหาเงินหมุนยากขึ้น เพราะถ้ารัฐออกพันธบัตร สถาบันการเงินอาจเอาเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลก่อน เพราะมีความเสี่ยงต่ำกว่า เงินที่จะปล่อยกู้ให้ธุรกิจหรือประชาชนอาจตึงตัวลง

แม้ พ.ร.ก. กู้เงิน อาจมีความจำเป็นสำหรับการกู้ออกมา ณ ปัจจุบันเพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่ก็มีอีกมุมที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบหรือข้อควรระวังเช่นกัน ซึ่งปัจจุบัน มีอีกเสียงที่สะท้อนถึงความกังวล และ ข้อเสนอแนะ ต่อรัฐบาล คือโพสต์จาก ศิริกัญญา ตันสกุล สส.พรรคประชาชน  ที่โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัวระบุว่า

ถ้ากู้เพิ่ม 500,000 ล้าน ในงบปีหน้า จะมีดอก 10,000 ล้านบาท
จากงบ 3.78 ล้านล้านบาท รัฐบาลต้องกันงบไว้ 5.2 แสนล้าน
เหลืองบใช้จริงไม่ถึง 3.3 ล้านล้าน และเงินชำระหนี้นี้จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ  

ดังนั้นเราจึงต้องมั่นใจว่า กู้แล้วต้องทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้จริงๆ 
เพราะจะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ดอกเบี้ยจะไม่มาฉุดรั้งงบแผ่นดิน

โครงการเยียวยาเฉพาะหน้า จะแจกได้ตรงเป้าไหมขึ้นอยู่กับการออกแบบ
แต่แจกสุ่มอย่าง คนละครึ่ง ไม่น่าจะตรงเป้านัก

โครงการฟื้นฟูที่อยากเห็น ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้จริง
แทนที่จะเอาเงินไปอุดหนุนโซลาร์ฟาร์ม
เราอยากเห็นรัฐบาลเอาเงินไปลงทุนพัฒนาสายส่งไฟให้เป็น smart grid 
รองรับการเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดจากภาคประชาชน และเอกชน

แทนที่จะเอาเงินไปอุดหนุน “รถเก่าแลกรถใหม่” 
เราอยากเห็นรัฐบาลอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข เช่น
มูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่ต้องเกิดขึ้นในประเทศ ไม่ใช่แค่การนำเข้ามาประกอบ 
ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ผู้ประกอบการในประเทศจริง

เพราะนี่อาจจะเป็น “การกู้นอกงบประมาณครั้งสุดท้าย” ที่เราจะสามารถทำได้
ก่อนที่การคลังประเทศจะไม่เปิดโอกาสแบบนี้อีก 
ได้โปรดใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่าที่สุด



สุดท้ายเมื่อเราพิจารณาครบทั้ง 2 ด้านเราจะเห็นว่า คำถามอาจไม่ใช่ว่ารัฐบาลควรกู้หรือไม่กู้ แต่คือทุกบาทที่กู้มา จะช่วยคนได้จริงแค่ไหน และสามารถเปลี่ยนอนาคตประเทศ ได้คุ้มกับภาระที่คนไทยต้องจ่ายไปในอนาคตอย่างเลี่ยงไม่ได้หรือเปล่า?



ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง