รีเซต

"TRUE" เรทติ้งแกร่ง A+/Positive TRIS มองผลประกอบการดีขึ้น 3 ปีติด

"TRUE" เรทติ้งแกร่ง A+/Positive TRIS มองผลประกอบการดีขึ้น 3 ปีติด
TNN ช่อง16
14 กันยายน 2569 ( 09:55 )

ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 1.1หมื่นล้านบาทและไถ่ถอนภายใน 10 ปีของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ที่ระดับ “A+” โดยบริษัทจะนําเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ดังกล่าวไปใช้ชําระหนี้และ/หรือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ“A+”พร้อมคงแนวโน้มอันดับเครดิต “Positive”(บวก) อีกด้วย

อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะผู้นําทางการตลาดของบริษัทในธุรกิจให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมและบริการดิจิทัลในประเทศไทยซึ่งได้รับแรงหนุนจากโครงข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ตลอดจนการถือครองคลื่นความถี่ที่หลากหลาย และแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี นอกจากนี้ การพิจารณาอันดับเครดิตยังคํานึงถึงแนวโน้มการทํากําไรที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของบริษัทอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตยังคงถูกจํากัดโดยภาระหนี้สินจํานวนมากและโครงสร้างเงินทุนที่มีภาระหนี้สูงของบริษัท ผลการดําเนินงานของบริษัทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สอดคล้องกับความคาดหมายของทริสเรทติ้ง โดยบริษัทมีรายได้จากการดําเนินงานรวมทั้งสิ้น 9.28 หมื่นล้านบาทและมี EBITDA อยู่ที่จํานวน 5.81 หมื่นล้านบาทในช่วงเวลาดังกล่าว

รายได้จากการให้บริการซึ่งไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (Interconnection Charges - IC) และรายได้จากการให้เช่าโครงข่ายเติบโตเล็กน้อยมาอยู่ที่จํานวน 8.24 หมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 89% ของรายได้จากการดําเนินงานรวม

ทั้งนี้ รายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นเติบโตเกือบ1%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าโดยได้รับแรงหนุนจากฐานผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น 2% มาอยู่ที่ 48.6 ล้านราย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ในขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการแบบเฉลี่ย (Blended Average Revenue Per User – Blended ARPU) ยังคงค่อนข้างทรงตัว

สําหรับรายได้จากการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงนั้นยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องซึ่งมีแรงขับเคลื่อนจากการเพิ่มขึ้นของทั้งจํานวนผู้ใช้บริการและการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความพยายามของบริษัทในการขยายการให้บริการเพื่อตอบสนองอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น

ในด้านโซลูชันบ้านอัจฉริยะ (Smart-homeSolutions) และการเชื่อมต่อภายในบ้านด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) (AI-enabled Home Connectivity) ซึ่งการเติบโตของทั้งสองธุรกิจนี้ช่วยชดเชยการลดลงอย่างต่อเนื่องของรายได้จากการบอกรับสมาชิกในธุรกิจโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก (Pay-TV) ที่ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ในการรับชมสื่อในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

ความสามารถในการทํากําไรของบริษัทยังคงแข็งแกร่งโดยบริษัทมี EBITDA Margin อยู่ที่ระดับ 62.7% ซึ่งช่วยสนับสนุนการสร้างกระแสเงินสดและอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินให้ดีขึ้น การขยายตัวของอัตรากําไรมีปัจจัยผลักดันจากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานอย่างมีวินัยตลอดจนการรับรู้ประโยชน์จากการผสานพลังทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และการที่ต้นทุนค่าเช่าโครงข่ายคลื่นความถี่หมดไป ภายหลังจากที่บริษัทได้รับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ใหม่ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568

ทริสเรทติ้งคาดว่าความสามารถในการทํากําไรของบริษัทจะยังคงแข็งแกร่งในระยะปานกลางโดยมีปัจจัยหนุนจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการดําเนินงานอย่างต่อเนื่อง และการเติบโตของรายได้จากการให้บริการณ เดือนมิถุนายน 2569 ภาระหนี้ของบริษัทยังคงอยู่ในระดับสูงโดยมีหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วจํานวน 4.7 แสนล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนอยู่ที่ระดับ 85.5%

อย่างไรก็ตาม การสร้างกําไรที่แข็งแกร่งช่วยเสริมให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินที่สําคัญของบริษัทปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ลดลงมาอยู่ที่ 4.1 เท่าในขณะที่อัตราส่วนเงินทุนจากการดําเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินปรับตัวดีขึ้นเป็น 19.8%

ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2569-2571 โดยได้รับแรงหนุนจากผลกําไรที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและการลดลงของภาระหนี้ โดยทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นเป็น 3.5-4.0 เท่าในขณะที่อัตราส่วนเงินทุนจากการดําเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20%-24%

ในช่วงประมาณการณ์เดือนมิถุนายน 2569 บริษัทมีหนี้สินรวมทั้งสิ้นจํานวน 3.26 แสนล้านบาทซึ่งไม่รวมหนี้สินตามสัญญาเช่าและภาระหนี้จากค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราส่วนหนี้ที่มีลําดับในการได้รับชําระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมอยู่ที่ระดับประมาณ 6.5% ของหนี้สินรวม

แนวโน้มอันดับเครดิต “Positive” (บวก) สะท้อนถึงมุมมองของทริสเรทติ้งที่เห็นว่าความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของบริษัทจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนจากการรับรู้ประโยชน์จากการผสานพลังทางธุรกิจและการเพิ่มประสิทธิภาพในการดําเนินงาน อีกทั้งทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาตําแหน่งผู้นําตลาดในธุรกิจโทรคมนาคมของประเทศไทยเอาไว้ได้ในขณะเดียวกันก็เสริมสร้างผลการดําเนินงานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า ส่วนการใช้จ่ายด้านเงินทุนนั้นก็คาดว่าจะยังคงเป็นไปอย่างมีวินัยโดยที่หนี้สินของบริษัทอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับประมาณการของทริสเรทติ้ง

การปรับเพิ่มอันดับเครดิตอาจเกิดขึ้นได้หากบริษัทมีผลการดําเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและคงสถานะที่แข็งแกร่งในตลาดหลักเอาไว้ได้ในขณะเดียวกันยังลดภาระหนี้สินลง จนส่งผลให้อัตราส่วนเงินทุนจากการดําเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินอยู่ในระดับที่สูงกว่า 20% อย่างต่อเนื่อง ในทางตรงกันข้าม อันดับเครดิตอาจได้รับการปรับลดลงหากผลการดําเนินงานและสถานะทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงอย่างมีนัยสําคัญจนส่งผลให้อัตราส่วนเงินทุนจากการดําเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินอยู่ในระดับต่ํากว่า 10% อย่างต่อเนื่อง

บริษัทยังคงมีคดีความอีกหลายคดีที่มีแนวโน้มจะต้องใช้เวลาในการพิจารณาตัดสิน ทั้งนี้ อันดับเครดิตของบริษัทอาจได้รับแรงกดดันในทางลบหากความคืบหน้าของคดีความเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบในทางลบอย่างมีสาระสําคัญต่อสถานะทางการเงินของบริษัท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง