รีเซต

ผู้ว่า "แบงก์ชาติ" ทั่วโลกซัพพอร์ต "พาวเวล" ส่วน " ทรัมป์" ระทึกศาลฟันคดี "ภาษีสหรัฐ"

ผู้ว่า "แบงก์ชาติ" ทั่วโลกซัพพอร์ต "พาวเวล" ส่วน " ทรัมป์" ระทึกศาลฟันคดี "ภาษีสหรัฐ"
TNN ช่อง16
14 มกราคม 2569 ( 13:27 )
14

ผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วโลกออกแถลงการณ์ร่วมกันในวันนี้เพื่อแสดงการสนับสนุนนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ท่ามกลางความกังวลที่ว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเข้าแทรกแซงเฟด หลังจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐประกาศสอบสวนทางอาญาต่อนายพาวเวล

'พวกเราขอยืนหยัดแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างเต็มที่กับเฟด และคุณเจอโรม เอช. พาวเวล ประธานเฟด ความเป็นอิสระของธนาคารกลางคือรากฐานสำคัญของเสถียรภาพด้านราคา การเงิน และเศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์ของประชาชนที่เรารับใช้ ดังนั้น การธำรงรักษาความเป็นอิสระดังกล่าวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยการเคารพหลักนิติธรรมและความรับผิดชอบต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่'

'คุณพาวเวลได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ ยึดมั่นในภารกิจ และมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ต่อประโยชน์สาธารณะ สำหรับพวกเรา ท่านเป็นเพื่อนร่วมงานที่ได้รับความเคารพอย่างสูง และเป็นที่ยกย่องอย่างยิ่งจากทุกคนที่เคยร่วมงานกับท่าน' แถลงการณ์ระบุ

นางคริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป และนายแอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ ได้ลงนามในแถลงการณ์ดังกล่าว ร่วมกับผู้ว่าการธนาคารกลางหลายประเทศ ได้แก่ ผู้ว่าการธนาคารกลางบราซิล สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน เดนมาร์ก เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และแคนาดา

แถลงการณ์แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับนายพาวเวลมีขึ้น หลังจากเขาเปิดเผยว่า อัยการกลางได้เริ่มการสอบสวนทางอาญาเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟดในกรุงวอชิงตัน ดีซี มูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงคำให้การของเขาต่อสภาคองเกรสที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ นายพาวเวลยืนยันเมื่อวันอาทิตย์ว่า เขาได้รับแจ้งจากสำนักงานอัยการสหรัฐในกรุงวอชิงตัน ดีซี ว่า เขาเป็นเป้าหมายของการสอบสวนเกี่ยวกับถ้อยแถลงที่เขาให้การต่อรัฐสภาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยในคำให้การดังกล่าว นายพาวเวลได้ตอบคำถามเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟดในกรุงวอชิงตัน ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมาก

นายพาวเวลกล่าวว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อปลดเขาออกจากตำแหน่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเจ้าหน้าที่หลายรายได้นำประเด็นค่าใช้จ่ายที่บานปลายมาใช้โจมตีนายพาวเวลอย่างหนัก รวมทั้งขู่ที่จะปลดเขาออกจากตำแหน่งประธานเฟด

ปธน.ทรัมป์เป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์นายพาวเวลมาอย่างยาวนาน โดยกล่าวว่าเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างล่าช้าเมื่อเทียบกับธนาคารกลางแห่งอื่น ๆ โดยเฉพาะในยุโรป

'การคุกคามด้วยข้อหาทางอาญาเป็นผลจากการที่เฟดกำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยอาศัยการประเมินอย่างดีที่สุดว่าอะไรจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แทนที่จะทำตามความต้องการของประธานาธิบดี' นายพาวเวลกล่าวผ่านคลิปวิดีโอที่มีการเผยแพร่ผ่านบัญชี X อย่างเป็นทางการของเฟด

นายพาวเวลเตือนว่า ผลการสอบสวนจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของการตัดสินใจของเฟด

'นี่คือคำถามว่า เฟดจะยังสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยบนพื้นฐานของหลักฐานและสภาวะเศรษฐกิจได้ต่อไปหรือไม่ หรือว่านโยบายการเงินจะถูกชี้นำด้วยแรงกดดันหรือการข่มขู่ทางการเมือง' นายพาวเวลระบุ

ขณะเดียวกัน อดีตประธานเฟด, อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐ และนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังจำนวนมาก ก็ได้ออกมาร่วมกันแสดงการสนับสนุนนายพาวเวลเช่นกัน

'การสอบสวนทางอาญาต่อประธานเฟด เจย์ พาวเวล ถือเป็นความพยายามที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อบ่อนทำลายความเป็นอิสระของธนาคารกลาง'

'นี่คือวิธีการกำหนดนโยบายการเงินที่พบได้ในประเทศตลาดเกิดใหม่ซึ่งมีสถาบันอ่อนแอ และมักนำไปสู่ผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อเงินเฟ้อและการทำงานของระบบเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นในสหรัฐ ประเทศซึ่งมีความแข็งแกร่งสูงสุดคือหลักนิติธรรม อันเป็นรากฐานของความสำเร็จทางเศรษฐกิจ'

'ความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ และการรับรู้ของสาธารณชนต่อความเป็นอิสระดังกล่าว มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงการบรรลุเป้าหมายที่รัฐสภากำหนดไว้ให้เฟด ได้แก่ เสถียรภาพด้านราคา การจ้างงานเต็มศักยภาพ และอัตราดอกเบี้ยระยะยาวในระดับปานกลาง' แถลงการณ์ระบุ

ผู้ลงนามในแถลงการณ์ดังกล่าว ได้รวมถึง อดีตประธานเฟด ได้แก่ เบน เบอร์นันเก้, เจเน็ต เยลเลน และอลัน กรีนสแปน รวมทั้งอดีตรัฐมนตรีคลัง เฮนรี พอลสัน, ทิโมธี ไกท์เนอร์, โรเบิร์ต รูบิน และเจคอบ ลูว์ นอกจากนี้ ยังมีนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เช่น เกลนน์ ฮับบาร์ด, เคนเน็ธ ร็อกออฟฟ์ และจาเร็ด เบิร์นสไตน์

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ โพสต์ข้อความบน Truth Social ระบุว่า สหรัฐ “บรรลัยแน่!” หากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรในวันพรุ่งนี้ (14 ม.ค.) เนื่องจากจะทำให้สหรัฐจะต้องคืนเงินภาษี รวมทั้งเงินชดเชยที่ประเทศและบริษัทต่าง ๆ จะเรียกร้องจากสหรัฐสูงถึงหลายล้านล้านดอลลาร์

‘ตัวเลขเงินจริง ๆ ที่เราจะต้องจ่ายคืน จะมีมูลค่าสูงถึงหลายแสนล้านดอลลาร์ หากไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ศาลฎีกามีคำตัดสินที่ไม่เป็นคุณต่อสหรัฐในประเด็นภาษีศุลกากร’

‘และนี่ยังไม่รวมจำนวนเงิน “ชดเชย” ที่ประเทศต่าง ๆ และบริษัทต่าง ๆ จะเรียกร้องจากการลงทุนที่พวกเขากำลังทำอยู่ในการสร้างโรงงาน โรงงานอุตสาหกรรม และอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีศุลกากร’

‘เมื่อรวมการลงทุนเหล่านี้เข้าไป เรากำลังพูดถึงตัวเลขระดับหลายล้านล้านดอลลาร์เลยทีเดียว มันจะกลายเป็นความโกลาหลอย่างสิ้นเชิง และแทบเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศของเราจะสามารถจ่ายได้ ใครก็ตามที่บอกว่าสามารถจัดการได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายนั้น กำลังให้คำตอบที่เป็นเท็จ ไม่ถูกต้อง หรือเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิงต่อคำถามที่ใหญ่และซับซ้อนอย่างยิ่งนี้’

‘อาจเป็นไปไม่ได้เลย แต่ถึงแม้จะเป็นไปได้ ก็จะเป็นจำนวนเงินมหาศาล จนต้องใช้เวลาหลายปีในการคำนวณว่าเรากำลังพูดถึงตัวเลขเท่าใด และแม้กระทั่งว่าใครต้องจ่าย เมื่อใด และจ่ายที่ไหน จำไว้ว่า เมื่ออเมริกาส่องแสงเจิดจ้า โลกทั้งใบก็จะส่องแสงเจิดจ้าตามไปด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากศาลฎีกามีคำตัดสินที่ไม่เป็นคุณต่อสหรัฐเกี่ยวกับ “โบนัสด้านความมั่นคงแห่งชาติ” นี้ พวกเรา “บรรลัยแน่!”‘ ปธน.ทรัมป์ระบุ

ทั้งนี้ ศาลฎีกาสหรัฐมีกำหนดประกาศคำวินิจฉัยต่อหลายคดีใหญ่ในวันพรุ่งนี้ (14 ม.ค.) ซึ่งอาจรวมถึงคำตัดสินเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

อย่างไรก็ดี ศาลไม่ได้ประกาศล่วงหน้าว่าจะมีคำวินิจฉัยในคดีใดบ้างในวันดังกล่าว และศาลอาจไม่มีคำวินิจฉัยในคดีเกี่ยวกับมาตรการภาษีทรัมป์ ดังเช่นที่ศาลไม่ได้ประกาศผลการพิจารณาต่อคดีดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ คดีเกี่ยวกับมาตรการภาษีของปธน.ทรัมป์ถือเป็นคดีที่ถูกจับตามองมากที่สุด เนื่องจากมีผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก

แพลตฟอร์มเดิมพันออนไลน์ เช่น Kalshi และ Polymarket ประเมินว่าปธน.ทรัมป์มีโอกาสชนะคดีเพียง 30% และ 23% ตามลำดับ ลดลงจากราว 40% ก่อนหน้านี้ หลังจากผู้พิพากษาแสดงท่าทีสงสัยต่อความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าศาลจะสั่งให้รัฐบาลทรัมป์คืนเงินภาษีหรือไม่ หากมีคำวินิจฉัยว่ามาตรการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือศาลอาจจะปล่อยให้ศาลชั้นล่างหรือรัฐบาลกลางเป็นผู้จัดการประเด็นดังกล่าวต่อไป

ก่อนหน้านี้ ปธน.ทรัมป์ระบุว่า หากศาลมีคำพิพากษาว่าภาษีศุลกากรไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะถือเป็นหายนะต่อสหรัฐ หลังจากที่รัฐบาลมีรายได้จากการเรียกเก็บภาษีดังกล่าวถึง 6 แสนล้านดอลลาร์

สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (CBP) เปิดเผยว่า รัฐบาลทรัมป์อาจเผชิญความเป็นไปได้ที่จะต้องคืนเงินภาษีศุลกากรมากกว่า 1.33 แสนล้านดอลลาร์ให้แก่ผู้นำเข้า หากศาลฎีกาตัดสินว่ามาตรการภาษีที่ปธน.ทรัมป์บังคับใช้ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

4 ฉากทัศน์ต่อคำวินิจฉัยของศาล

1) ศาลชี้มาตรการภาษีทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตลาดหุ้นพุ่งขึ้น, ดอลลาร์อ่อนค่า, การค้าโลกผ่อนคลาย, ลดแรงกดดันทางการเมืองต่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

2) ศาลชี้มาตรการภาษีทรัมป์ชอบด้วยกฎหมาย ตลาดหุ้นร่วง, ดอลลาร์แข็งค่า, เสี่ยงเกิดสงครามการค้ารอบใหม่, เฟดเผชิญแรงกดดันมากขึ้นให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย หากภาษีทรัมป์หนุนเงินเฟ้อพุ่งขึ้น

3) ศาลไม่ล้มภาษีทรัมป์ทั้งหมด แต่กำหนดกรอบหรือเงื่อนไข ตลาดหุ้นฟื้นตัวระยะสั้น เพราะความไม่แน่นอนลดลง, ดอลลาร์ทรงตัวหรืออาจอ่อนค่าเล็กน้อย, การค้าโลกยังคงเผชิญแรงกดดัน แต่ไม่รุนแรง, เฟดมีอิสระในการกำหนดนโยบายมากขึ้น

4) ศาลยังไม่ประกาศคำวินิจฉัย ตลาดหุ้นผันผวนต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ดำเนินต่อไป ขณะที่นักลงทุนถือเงินสดและทองคำเพิ่มขึ้น

ภาษีทรัมป์แพ้ตั้งแต่ยกแรก ก่อนหน้านี้ ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ มีคำสั่งระงับการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรทั้งหมด โดยชี้ว่าปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) โดยศาลระบุว่า อำนาจในการบังคับใช้ภาษีดังกล่าวเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่ของประธานาธิบดี

ต่อมา ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยืนตามคำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศ โดยให้เพิกถอนมาตรการภาษีส่วนใหญ่ เนื่องจากปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของ IEEPA

ศาลฎีกาส่งสัญญาณคว่ำภาษีทรัมป์ หลังไต่สวนพบข้อสงสัยอื้อ เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2568 ผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐได้ขึ้นบัลลังก์เริ่มการพิจารณาคดีเพื่อชี้ชะตานโยบายภาษีการค้าของปธน.ทรัมป์

คณะตุลาการศาลฎีกาสหรัฐชุดปัจจุบันมีอยู่ 9 คน โดยเป็นผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยมถึง 6 คน ซึ่ง 3 คนในจำนวนดังกล่าวได้รับการแต่งตั้งจากปธน.ทรัมป์ นอกจากนี้ คณะตุลาการชุดนี้ยังเคยมีคำพิพากษาที่เป็นคุณต่อปธน.ทรัมป์มาแล้วในหลายคดีก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงแห่งชาติ

อย่างไรก็ดี ในการไต่สวน ผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐ ทั้งสายอนุรักษนิยมและสายเสรีนิยม ต่างแสดงความสงสัยต่อความชอบด้วยกฎหมายของภาษีศุลกากรที่ปธน.ทรัมป์เรียกเก็บจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

ทั้งนี้ ผู้พิพากษาได้ตั้งคำถามอย่างเข้มข้นต่อนายดี จอห์น เซาเออร์ ทนายความจากสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลทรัมป์ เกี่ยวกับวิธีที่รัฐบาลใช้ในการบังคับใช้ภาษี ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นการละเมิดอำนาจของสภาคองเกรส

นายเซาเออร์กล่าวว่า รัฐบาลใช้ภาษีดังกล่าวเพื่อกำกับดูแลการค้าต่างประเทศ ไม่ใช่ภาษีเพื่อหารายได้ ‘การสร้างรายได้เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น’ นายเซาเออร์กล่าว

อย่างไรก็ดี ผู้พิพากษาโซเนีย โซโตมายอร์ หนึ่งในสามผู้พิพากษาสายเสรีนิยมของศาลฎีกา กล่าวว่า ‘คุณบอกว่าภาษีศุลกากรไม่ใช่ภาษี แต่จริง ๆ แล้วมันก็คือภาษี เพราะมันสร้างรายได้จากประชาชนชาวอเมริกัน’

ผู้พิพากษาโซโตมายอร์ยังตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากปธน.ทรัมป์แล้ว ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดใช้กฎหมาย IEEPA เพื่อกำหนดภาษีแบบนี้มาก่อน

ด้านผู้พิพากษานีล กอร์ซัช ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยม ก็ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการที่ปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพียงลำพังในการประกาศภาษี โดยอ้าง “ภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ” เช่น ความไม่สมดุลทางการค้า และการลักลอบนำเข้ายาเฟนทานิล โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

ผู้พิพากษากอร์ซัช ถามว่า ‘ถ้าประธานาธิบดีวีโต้กฎหมายที่พยายามดึงอำนาจนี้กลับมา จะเกิดอะไรขึ้น? นั่นหมายความว่า ในทางปฏิบัติ สภาคองเกรสไม่สามารถดึงอำนาจนี้กลับคืนมาได้อีก มันเป็นเหมือนกลไกที่ค่อย ๆ ผลักอำนาจไปอยู่ในมือของฝ่ายบริหาร และห่างไกลจากตัวแทนประชาชนมากขึ้นเรื่อย ๆ’

ส่วนผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยมคนอื่น ๆ รวมถึงจอห์น โรเบิร์ตส์, เอมี โคนีย์ บาร์เร็ตต์, เบรตต์ คาวานาห์ และซามูเอล อาลิโต ก็ได้ซักถามนายเซาเออร์อย่างเข้มข้นเช่นกัน

ต่อมา นายนีล คัตยาล ทนายฝ่ายโจทก์ ได้เริ่มให้การว่า ‘ภาษีศุลกากรก็คือภาษี บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศของเราได้มอบอำนาจในการเก็บภาษีให้แก่สภาคองเกรสเท่านั้น เราไม่เชื่อว่ากฎหมาย IEEPA ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการรื้อระบบภาษีการค้าทั่วโลกแบบนี้ได้’

เมื่อผู้พิพากษาโรเบิร์ตส์ถามว่า ภาษีเหล่านี้เกี่ยวข้องกับอำนาจของประธานาธิบดีในการดำเนินนโยบายต่างประเทศหรือไม่ นายคัตยาลตอบว่า ‘เราเห็นด้วยว่าภาษีศุลกากรมีนัยด้านนโยบายต่างประเทศ’ แต่เขาเน้นว่า รัฐธรรมนูญมอบอำนาจด้านภาษีให้แก่สภาคองเกรสเท่านั้น

นายคัตยาลยังยกตัวอย่างว่า แม้ปธน.ทรัมป์อ้างว่าการจัดเก็บภาษีก็เพื่อลดการขาดดุลการค้า แต่เขากลับเก็บภาษี 39% ต่อสินค้าที่นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐ และที่สำคัญคือ สหรัฐมีตัวเลขเกินดุลทางการค้ากับสวิตเซอร์แลนด์ ไม่ใช่ขาดดุล

นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่เห็นด้วยต่อภาษีดังกล่าวระบุว่า ผลกระทบทางการเงินไม่ได้ตกอยู่กับผู้ผลิตต่างชาติ แต่ตกอยู่กับผู้นำเข้าชาวอเมริกันที่ต้องจ่ายภาษีเหล่านี้ และมักผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคในประเทศ

โลกยังต้องลุ้นต่อไป/สหรัฐเตรียมดาบสอง หากศาลคว่ำภาษีทรัมป์ นักวิเคราะห์ของแบงก์ ออฟ อเมริกา คาดการณ์ว่า มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของปธน.ทรัมป์จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป แม้ศาลฎีกาสหรัฐมีคำพิพากษาให้มาตรการดังกล่าวเป็นโมฆะ

‘หากศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ เราคาดว่ามาตรการภาษีศุลกากรก็จะยังคงถูกนำมาใช้ผ่านทางการใช้อำนาจตามกฎหมายอื่น’ นายสตีเฟน จูนู นักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ ออฟ อเมริกา ระบุในรายงาน โดยคาดว่าปธน.ทรัมป์จะยังคงเดินหน้าเรียกเก็บภาษีศุลกากรตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 และมาตรา 338 ของกฎหมายภาษีศุลกากร Smoot-Hawley ปี 1930

‘นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังสามารถหวนกลับไปใช้แนวทางเดิมในขณะที่ปธน.ทรัมป์ดำรงตำแหน่งในสมัยแรก โดยการใช้มาตรา 232 และ 301’ นายจูนูกล่าว

รายงานของแบงก์ ออฟ อเมริกา สอดคล้องกับโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งระบุว่า ปธน.ทรัมป์ยังคงมีช่องทางตามกฎหมายอื่น ๆ ที่สามารถใช้เพื่อเรียกเก็บภาษีได้ ได้แก่การใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าสหรัฐ รวมทั้งมาตรา 301, มาตรา 232 และมาตรา 338

ทั้งนี้ มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ไม่จำเป็นต้องมีการสอบสวนอย่างเป็นทางการ จึงอาจเป็นช่องทางรวดเร็วที่สุดในการหลีกเลี่ยงอุปสรรคจากคำตัดสินของศาล

‘รัฐบาลทรัมป์สามารถทดแทนภาษีพื้นฐาน 10% ด้วยการเรียกเก็บภาษีศุลกากรที่สูงถึง 15% ได้อย่างรวดเร็วภายใต้มาตรา 122’ นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์กล่าว แต่เสริมว่า มาตรการนี้มีอายุไม่เกิน 150 วัน ซึ่งหลังจากนี้กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังสามารถเริ่มต้นการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ต่อประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐ เพื่อปูทางไปสู่การเรียกเก็บภาษี แต่กระบวนการนี้จะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์

ส่วนภาษีตามมาตรา 232 ซึ่งใช้กับการนำเข้าเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์อยู่แล้ว ก็สามารถขยายไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ได้เช่นกัน โดยกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการบังคับใช้ หากการนำเข้านั้นเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ขณะเดียวกัน มาตรา 338 ตามกฎหมายการค้าปี 1930 ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีสูงสุดถึง 50% ต่อการนำเข้าจากประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อสหรัฐ โดยมาตรการนี้ยังไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อน

ด้านนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวเช่นกันว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงสามารถเดินหน้าจัดเก็บภาษีศุลกากรได้ ไม่ว่าผลการพิจารณาของศาลฎีกาจะออกมาอย่างไรก็ตาม

นายเบสเซนต์กล่าวว่า รัฐบาลสามารถใช้อำนาจในหลายมาตราตามกฎหมายการค้าปี 1962 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีอย่างกว้างขวางในการจัดการประเด็นภาษีนำเข้า

‘เราสามารถสร้างโครงสร้างภาษีศุลกากรแบบเดิมด้วยมาตรา 301, 232 และ 122’ นายเบสเซนต์กล่าว

ต่อคำถามที่ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการเหล่านั้นอย่างถาวรหรือไม่ นายเบสเซนต์ตอบว่า ‘ถาวร’

แม้มาตรา 122 ให้อำนาจในการจัดเก็บภาษีได้เพียง 150 วัน แต่มาตรา 301 และ 232 ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่แน่ชัด

นอกจากนี้ นายเบสเซนต์ยังอ้างถึงกฎหมาย IEEPA ซึ่งมอบอำนาจด้านภาษีอย่างกว้างขวางแก่ประธานาธิบดีสหรัฐ แม้ว่าการใช้กฎหมายนี้จะเป็นประเด็นที่ศาลฎีกากำลังตรวจสอบอยู่ก็ตาม

นายเบสเซนต์ยังได้กล่าวถึงความสำเร็จของรัฐบาลสหรัฐในการใช้มาตรการภาษีศุลกากร ‘เพราะการบังคับใช้ภาษีที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิล ทำให้จีนเริ่มใช้ความพยายามอย่างจริงจังในการหยุดยั้งการลักลอบนำเข้ายาเสพติดชนิดนี้เข้าสู่สหรัฐ’ นายเบสเซนต์กล่าวว่า เขายังคงเชื่อว่าสหรัฐมีโอกาสสูงที่จะชนะคดีในชั้นศาลฎีกา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง