โซลาร์ไทยนำเข้าพุ่ง ส่งออกหด ดันผลิตในประเทศรับตลาดล้านหลัง

ตลาดโซลาร์เซลล์ไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ เมื่อความต้องการอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่สินค้าที่เข้ามารองรับตลาดส่วนใหญ่ยังเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน
ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม ไทยนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์มูลค่า 426.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 14,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
การนำเข้าที่กลับมาขยายตัวอย่างมากเกิดขึ้นหลังจากมูลค่านำเข้าโซลาร์เซลล์หดตัวต่อเนื่องในช่วง 2 ปีก่อนหน้า สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนำเข้าดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนรัฐบาลเปิดโครงการโซลาร์ภาคประชาชนในเดือนตุลาคม จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่า การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเป็นผลโดยตรงจากโครงการสนับสนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ 1 ล้านครัวเรือน
เมื่อพิจารณาแหล่งนำเข้า พบว่า จีนมีสัดส่วนสูงถึง 99.3% ของมูลค่าการนำเข้าโซลาร์เซลล์ทั้งหมดของไทย ขณะที่มูลค่านำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น 107.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทของจีนในฐานะแหล่งจัดหาแผงโซลาร์เซลล์หลักของตลาดไทย และทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงด้านราคาสินค้า เงื่อนไขการส่งมอบ และอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด
สำหรับธุรกิจรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ ความผันผวนของต้นทุนอุปกรณ์อาจกระทบกำไรโดยตรง โดยเฉพาะกรณีที่ตกลงราคาติดตั้งกับลูกค้าไว้ล่วงหน้า แต่ยังไม่ได้จัดซื้ออุปกรณ์
การขยายตัวของตลาดในประเทศจากโครงการโซลาร์ล้านหลังจึงมีโอกาสเพิ่มความต้องการแผงโซลาร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอีกมาก แต่คำถามสำคัญคือ ผู้ผลิตที่ตั้งโรงงานอยู่ในประเทศไทยจะสามารถเข้าถึงคำสั่งซื้อใหม่ได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่มีสัดส่วนสูงอยู่แล้ว
รัฐบาลดันผลิตโซลาร์ในไทย เชื่อมโรงงาน–ชิ้นส่วน–แรงงาน
แม้ตลาดโซลาร์เซลล์ไทยจะพึ่งพาการนำเข้าสูง แต่ประเทศไทยมีฐานการผลิตอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์อยู่แล้ว
รัฐบาลจึงมีแนวทางส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วน อุปกรณ์ และบริการภายในประเทศ เพื่อให้การขยายตัวของตลาดโซลาร์สร้างประโยชน์ต่อการจ้างงานและอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดของไทยมากขึ้น
ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีโครงการลงทุนด้านการผลิตโซลาร์เซลล์ที่ได้รับการส่งเสริมแล้ว 32 โครงการ จาก 22 บริษัท
ฐานการผลิตดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่เวเฟอร์ (Wafer) ซึ่งเป็นวัสดุตั้งต้นสำหรับผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ ไปจนถึงเซลล์แสงอาทิตย์ แผงโซลาร์ และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าหรืออินเวอร์เตอร์ (Inverter)
รัฐบาลยังระบุว่า อุตสาหกรรมดังกล่าวมีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศมูลค่ากว่า 26,680 ล้านบาทต่อปี
ข้อมูลนี้สะท้อนว่า ประเทศไทยไม่ได้มีบทบาทเฉพาะการนำเข้าและติดตั้งโซลาร์เซลล์ แต่ยังมีโรงงานและผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เชื่อมโยงอยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรม
หากความต้องการติดตั้งโซลาร์ในประเทศเพิ่มขึ้น และโรงงานที่ตั้งอยู่ในไทยสามารถรับคำสั่งซื้อได้มากขึ้น ก็อาจช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการด้านวิศวกรรม และแรงงานในประเทศ
อย่างไรก็ตาม การมีโรงงานตั้งอยู่ในประเทศไทยไม่ได้หมายความว่ามูลค่าการผลิตทั้งหมดจะเกิดขึ้นภายในประเทศ เพราะยังต้องพิจารณาสัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่นำเข้า รวมถึงการจัดซื้อจากผู้ผลิตไทยด้วย
โซลาร์ล้านหลังจะช่วยโรงงานไทยได้มากแค่ไหน
โครงการโซลาร์ภาคประชาชนที่รัฐบาลตั้งเป้าสนับสนุน 1 ล้านครัวเรือน อาจกลายเป็นตลาดใหม่ที่ช่วยรองรับการผลิตของโรงงานในประเทศ
แต่การสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นจริง ต้องพิจารณาว่าผู้ผลิตไทยสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้เพียงใด ทั้งด้านราคา คุณภาพ ประสิทธิภาพ และการรับประกันสินค้า
สำหรับบริษัทรับติดตั้ง การเลือกอุปกรณ์ไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคาซื้อเริ่มต้น แต่ต้องประเมินต้นทุนรวมตลอดระยะเวลารับประกัน รวมถึงความสะดวกในการเปลี่ยนอุปกรณ์และการดูแลหลังการขาย
ขณะที่ผู้ผลิตในประเทศต้องพัฒนาสินค้าให้ตอบความต้องการของตลาด เพราะการส่งเสริมอุตสาหกรรมจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อสินค้ามีความสามารถแข่งขัน ไม่ใช่พึ่งพามาตรการสนับสนุนจากรัฐเพียงอย่างเดียว
ประเด็นที่ต้องติดตามคือ รัฐบาลจะนำแนวทางส่งเสริมการใช้สินค้าและชิ้นส่วนในประเทศไปปฏิบัติอย่างไร และจะสามารถเชื่อมผู้ผลิตไทยเข้ากับคำสั่งซื้อจากโครงการโซลาร์ภาคประชาชนได้มากเพียงใด
การวัดผลจึงควรครอบคลุมทั้งแหล่งผลิตอุปกรณ์ มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่าย เพื่อให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมเดินควบคู่กับความคุ้มค่าของผู้ใช้ไฟฟ้า
ส่งออกโซลาร์ไทยเสี่ยงหด 68% หลังสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษี
ขณะที่ตลาดโซลาร์ในประเทศมีแนวโน้มขยายตัว ภาคการส่งออกกลับเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐอเมริกา
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าเกี่ยวกับโซลาร์ของไทยในปี 2569 มีแนวโน้มลดลง 68% จากปีก่อน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
ความเปราะบางสำคัญอยู่ที่โครงสร้างตลาดส่งออก โดยข้อมูลที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยนำมาวิเคราะห์ระบุว่า การส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูงถึง 97%
เมื่อยอดขายกระจุกตัวอยู่ในตลาดเดียว การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบหรือมาตรการภาษีของประเทศปลายทางจึงอาจส่งผลต่อคำสั่งซื้อและการใช้กำลังผลิตของโรงงานไทยอย่างมาก
แรงกดดันสำคัญมาจากมาตรการภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน ซึ่งสหรัฐฯ กำหนดอัตราสำหรับผู้ผลิตที่เกี่ยวข้องในไทยอยู่ในช่วง 385%–1,012% ตามข้อมูลที่อ้างในบทวิเคราะห์
ภาษีดังกล่าวทำให้ต้นทุนสินค้าที่เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และอาจทำให้แผงโซลาร์เซลล์จากไทยแข่งขันด้านราคากับสินค้าจากแหล่งผลิตอื่นได้ยากขึ้น
มาตรการนี้เกี่ยวข้องกับการไต่สวนสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ ทั้งที่ประกอบเป็นแผงแล้วและยังไม่ได้ประกอบเป็นแผง จากประเทศไทยและอีกสามประเทศในอาเซียน
ในปี 2568 คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ (USITC) มีมติว่าสินค้านำเข้าที่ถูกไต่สวนสร้างความเสียหายหรือคุกคามที่จะสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่การบังคับใช้มาตรการภาษีที่เกี่ยวข้อง
สำหรับผู้ส่งออกไทย ภาษีที่สูงขึ้นอาจทำให้ต้องเจรจาปรับราคากับลูกค้า หรือเผชิญความเสี่ยงสูญเสียคำสั่งซื้อ หากยอดขายลดลงต่อเนื่อง ผลกระทบอาจส่งต่อถึงกำลังผลิต การจัดซื้อวัตถุดิบ และการจ้างงานภายในประเทศ
ทั้งนี้ อัตราภาษีแตกต่างกันตามผู้ผลิตและขอบเขตสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการ จึงไม่ควรตีความว่าแผงโซลาร์เซลล์จากไทยทุกชนิดถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราเดียวกัน
ตลาดในประเทศจะชดเชยส่งออกที่หายไปได้หรือไม่
เมื่อการส่งออกโซลาร์เซลล์เผชิญกำแพงภาษี ตลาดภายในประเทศจึงมีความสำคัญมากขึ้นในฐานะช่องทางรองรับการผลิตและกระจายความเสี่ยงของผู้ประกอบการ
โครงการโซลาร์ภาคประชาชนอาจช่วยสร้างฐานลูกค้าเพิ่มเติมให้กับโรงงานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า ความต้องการจากตลาดครัวเรือนจะสามารถชดเชยมูลค่าส่งออกที่ลดลงได้มากน้อยเพียงใด
เหตุผลสำคัญคือ โรงงานไทยยังต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากจีน ซึ่งมีบทบาทสูงมากในตลาดภายในประเทศ ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตแต่ละรายอาจมีสินค้า มาตรฐาน และกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน
การเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อส่งออกมารองรับตลาดครัวเรือนจึงไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาความเหมาะสมของสินค้า ต้นทุนการผลิต ช่องทางจำหน่าย และบริการหลังการขาย
ผู้ประกอบการที่สามารถกระจายตลาดส่งออก ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ากลุ่มใหม่ อาจมีความยืดหยุ่นในการรับมือความผันผวนได้มากขึ้น
ในทางกลับกัน หากตลาดในประเทศเติบโต แต่คำสั่งซื้อส่วนใหญ่ไหลไปสู่สินค้านำเข้า ผลประโยชน์ที่เกิดกับภาคการผลิตไทยก็อาจมีจำกัด แม้ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้นก็ตาม
โจทย์ใหญ่โซลาร์ไทย ต้องเพิ่มมูลค่าในประเทศ ไม่ใช่แค่ยอดติดตั้ง
ทิศทางอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ไทยในระยะต่อไปจึงมีโจทย์สำคัญสองด้าน
ด้านแรกคือ การรองรับความต้องการพลังงานสะอาดในประเทศให้ประชาชนสามารถติดตั้งระบบที่มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม และได้รับบริการหลังการขายตามมาตรฐาน
อีกด้านคือ การใช้ตลาดที่ขยายตัวเป็นโอกาสต่อยอดฐานการผลิตในประเทศไทย ทั้งโรงงานผลิตแผงโซลาร์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์ไฟฟ้า และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง
สำหรับภาครัฐ การส่งเสริมการใช้สินค้าในประเทศต้องพิจารณาควบคู่กับต้นทุนของประชาชนและความสามารถแข่งขันของผู้ผลิต เพื่อไม่ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมกลายเป็นภาระเพิ่มเติมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า
ส่วนผู้ประกอบการต้องพัฒนาคุณภาพสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างเครือข่ายลูกค้าใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงประเทศเดียว
การขยายตัวของโซลาร์ภาคประชาชนจึงมีความหมายมากกว่าการลดค่าไฟ เพราะอาจเป็นโอกาสสร้างฐานรายได้ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมไทย แต่ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับว่า ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนความต้องการติดตั้งที่เพิ่มขึ้น ให้กลายเป็นคำสั่งซื้อ การผลิต และมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้มากเพียงใด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
