วิกฤตฝุ่นเหนือพุ่งอันดับโลก ไฟป่าลาม-ควันข้ามแดน รัฐถูกตั้งคำถาม “เอาไม่อยู่”

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เรื่องการจัดการฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือยังไร้ประสิทธิภาพ ค่าฝุ่นสูงติดอันดับโลก
ปัจจุบันเกิดไฟไหม้ในพื้นที่ป่าไม้ภาคเหนืออย่างรุนแรง และมีการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบกับทิศทางลมที่พัดฝุ่น PM 2.5 เข้าสู่ประเทศไทย ทำให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะค่อนข้างวิกฤตในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569
รัฐบาลได้จัดทำแผนปฏิบัติการปี 2568–2570 เพื่อป้องกันและลดฝุ่น PM 2.5 โดยบูรณาการความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมีมาตรการสำคัญ ได้แก่ นโยบาย “ปิดป่า” ปี 2569 ภายใต้มติคณะรัฐมนตรี เพื่อป้องกันไฟป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ ด้วยการตรวจตราอย่างเข้มงวด มาตรการ Burn Check ที่บังคับใช้ระบบบริหารจัดการการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างเคร่งครัด โดยเกษตรกรต้องลงทะเบียนและได้รับอนุญาตก่อนดำเนินการ รวมถึงการตั้งเป้าลดการเผาในภาคเกษตรไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ผ่านการส่งเสริมเกษตรปลอดการเผา และการนำเศษวัสดุไปใช้ประโยชน์ เช่น พลังงานชีวมวล
นอกจากนี้ ยังมีความพยายามแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนผ่านกลไกความร่วมมือ “Hotline Clear Sky” กับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เมียนมา และ สปป.ลาว เพื่อควบคุมจุดความร้อนและลดหมอกควันที่พัดเข้าสู่ประเทศไทย พร้อมกันนี้ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณกว่า 620 ล้านบาทสำหรับการจัดการไฟป่า และเงินอุดหนุนพื้นที่เสี่ยงอีก 122 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 โดยเฉพาะระหว่างวันที่ 26–29 มีนาคม ยังคงอยู่ในระดับวิกฤต โดยจังหวัดเชียงใหม่ติดอันดับ 1 เมืองที่มีมลพิษสูงของโลก พบจุดความร้อนจำนวนหลายพันจุดทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ อีกทั้งยังมีฝุ่นควันข้ามแดนจากเมียนมาและ สปป.ลาว ที่พัดเข้าสู่ภาคเหนือในปริมาณมาก
สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้ ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการของภาครัฐในหลายมิติ โดยประเด็นสำคัญประการแรก คือ ข้อสั่งการที่ยังไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีการกำหนดเป้าหมายลดการเผาลงร้อยละ 15 และสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด แต่ในทางปฏิบัติยังคงพบการเผาป่าและพื้นที่เกษตรอย่างต่อเนื่อง มาตรการปิดป่าแม้ช่วยลดการเผาได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้ทั้งหมด เนื่องจากยังมีการลักลอบเผา ไฟป่า และฝุ่นข้ามแดน
ประเด็นที่สอง คือ โครงสร้างการบริหารจัดการที่ยังไม่ตอบโจทย์สถานการณ์วิกฤต ระบบราชการในปัจจุบันไม่สามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที จึงควรมีการกระจายอำนาจและงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีส่วนกลางทำหน้าที่สนับสนุนและกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน
ประเด็นที่สาม คือ ปัญหาฝุ่นข้ามแดน ซึ่งรัฐบาลยังไม่สามารถจัดการกับแหล่งกำเนิดได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้จะมีการประสานงานผ่าน “Hotline Clear Sky” แต่จำนวนจุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้านยังคงอยู่ในระดับสูง
สุดท้าย แม้สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือจะรุนแรงถึงขั้นวิกฤต แต่รัฐบาลยังไม่ได้มีการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากฝุ่น PM 2.5 เพื่อให้สามารถนำงบประมาณฉุกเฉินมาใช้ในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างทันท่วงที
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
