เปิดผลสำรวจ แบงก์ชาติทั่วโลก ยังพร้อมใจแห่ "ซื้อทองคำ" หรือทุกคนจะหมดหวังกับดอลลาร์?

จ่อตุน “ทอง” เพิ่มอีก! แบงก์ชาติทั่วโลกหลบภัย หวั่นภูมิรัฐศาสตร์โลก
คำถามใหญ่เวลานี้ ยังมีอะไรที่ปลอดภัยจริง ๆ เหลืออยู่หรือไม่?
ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนทั่วไปเท่านั้น แต่ธนาคารกลางทั่วโลก หรือ “แบงก์ชาติ” ก็กำลังคิดแบบเดียวกัน และสิ่งที่พวกเขาเลือกทำ ก็คือการ “ตุนทองคำเพิ่ม” เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น
ข้อมูลล่าสุดจากผลสำรวจความคิดเห็นของธนาคารกลางทั่วโลกเกือบ 100 แห่ง ซึ่งรวมกันมีทุนสำรองมากกว่า 9.5 ล้านล้านดอลลาร์ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ความกังวลหลักในวันนี้ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือเงินเฟ้อ แต่คือ “ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่ถูกยกให้เป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของโลกไปแล้ว
ผลสำรวจนี้จัดทำโดย Central Banking Publications ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมที่ผ่านมา และสิ่งที่น่าสนใจคือ ความเห็นเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งสะท้อนว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้ก่อตัวและสะสมมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้อพิพาทในพื้นที่ต่าง ๆ ของโลก เช่น กรณีความตึงเครียดเรื่องเกาะกรีนแลนด์ระหว่างสหรัฐฯ และเดนมาร์กในช่วงต้นปี
เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของผลสำรวจ จะพบว่าธนาคารกลางเกือบ 70% ยกให้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นความเสี่ยงสูงสุด แตกต่างจากปีก่อนอย่างชัดเจน ซึ่งในเวลานั้น “มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ” ยังถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่ง ที่สำคัญ ตัวเลขความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพราะหากย้อนกลับไปในปี 2567 ความกังวลเรื่องนี้อยู่เพียง 35% เท่านั้น ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงของสงครามในฉนวนกาซา ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลาง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ ความเสี่ยงไม่ได้ลดลง กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการพุ่งขึ้นของตัวเลขในลักษณะนี้ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงมุมมองทั่วไป แต่สะท้อนถึง “การเปลี่ยนความคิดของทั้งระบบการเงินโลก”
ในอีกด้านหนึ่ง หากถามว่าปัจจัยหลักที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงให้ความสำคัญมากที่สุดคืออะไร คำตอบยังคงเป็น “อัตราเงินเฟ้อ” และ “อัตราดอกเบี้ย” ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการบริหารทุนสำรองในช่วง 5 ปีข้างหน้า ธนาคารกลางมากกว่าครึ่งยังคงจัดให้สองปัจจัยนี้เป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ถูกกำหนดโดยกลไกเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกแทรกแซงด้วย “การเมือง” และ “ความขัดแย้งระหว่างประเทศ” มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนจากสถานการณ์สงคราม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อ และท้ายที่สุดก็สะท้อนกลับไปยังการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยของประเทศต่าง ๆ นั่นหมายความว่า โลกในปัจจุบันไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังถูกกำหนดโดย “อำนาจ” และ “ภูมิรัฐศาสตร์” มากขึ้นเรื่อย ๆ
"ดอลลาร์" เสื่อมมนต์ขลัง เพราะเหตุใด?
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่เริ่มถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด คือ “ความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ” ซึ่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันและคำถามมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้ว่าดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินหลักของโลก แต่สัญญาณบางอย่างกำลังบ่งชี้ว่า ความเชื่อมั่นนี้อาจไม่ได้มั่นคงเหมือนเดิม
ผลสำรวจพบว่า มีธนาคารกลางถึง 16% ที่มองว่าบทบาทของดอลลาร์มีผลต่อการตัดสินใจบริหารทุนสำรองในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากเพียง 3% ในปีที่ผ่านมา แม้ในภาพรวม ธนาคารกลางถึง 80% ยังคงเชื่อว่าดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอันดับหนึ่งของโลก แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีจำนวนไม่น้อยที่เริ่มตั้งคำถามถึงอิทธิพลของดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หากพิจารณาข้อมูลจาก IMF จะเห็นภาพชัดขึ้นว่า สัดส่วนเงินสำรองโลกที่ถือครองในรูปดอลลาร์ เคยอยู่ในระดับสูงกว่า 70% แต่ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 58-59% แม้ยังคงเป็นอันดับหนึ่งอย่างทิ้งห่าง แต่แนวโน้มที่ลดลงต่อเนื่องสะท้อนว่า โลกกำลังค่อย ๆ กระจายความเสี่ยงออกจากการพึ่งพาสกุลเงินเดียว
คำถามสำคัญคือ เหตุใดดอลลาร์จึงเริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น หนึ่งในคำตอบคือ การที่ดอลลาร์ถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” มากขึ้น โดยเฉพาะในมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ซึ่งทำให้หลายประเทศเริ่มกังวลว่าการถือครองดอลลาร์มากเกินไป อาจกลายเป็นความเสี่ยงในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงทะลุ 34 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ รวมถึงความผันผวนของค่าเงิน โดยในช่วงตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 จนถึงปีนี้ ดอลลาร์อ่อนค่าลงมากกว่า 12% เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก แม้ว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วน แต่ความผันผวนดังกล่าวก็เพียงพอที่จะทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องกลับมาทบทวนว่า การพึ่งพาสกุลเงินเดียวอาจไม่ใช่คำตอบที่ปลอดภัยอีกต่อไป
"ทองคำ" ยังปลอดภัยหรือไม่? ทำไมธนาคารกลางยังไม่ทิ้ง?
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งหมดนี้ คำถามที่สำคัญที่สุดจึงกลายเป็นว่า “แล้วควรเก็บความมั่งคั่งไว้ในอะไร ถึงจะปลอดภัยที่สุด?” และคำตอบที่ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเลือกในเวลานี้ก็คือ “ทองคำ”
ผลสำรวจระบุว่า ธนาคารกลางเกือบสามในสี่มีการถือครองทองคำเป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรอง และเกือบ 40% กำลังพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำให้มากขึ้นไปอีก แนวโน้มนี้สอดคล้องกับข้อมูลจาก World Gold Council ซึ่งรายงานว่า ในช่วงปี 2022 ถึง 2024 ธนาคารกลางทั่วโลกได้ซื้อทองคำในระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี โดยในปี 2022 มีการซื้อเกิน 1,000 ตัน และในปี 2023 ก็ยังอยู่ในระดับใกล้เคียง ขณะที่แนวโน้มในปี 2025-2026 ยังคงแข็งแกร่ง
ประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการสะสมทองคำ ได้แก่ จีน อินเดีย ตุรกี และรัสเซีย ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่ต้องการลดการพึ่งพาดอลลาร์และกระจายความเสี่ยงในระบบการเงินของตนเอง
เหตุผลที่ทองคำกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ยังคงใช้ได้ในทุกยุคสมัย นั่นคือ ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ขึ้นกับประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่มีใครสามารถพิมพ์เพิ่มได้ ไม่สามารถถูกคว่ำบาตรได้ง่าย และได้รับการยอมรับในระดับสากล
ในโลกที่ “ความเชื่อใจระหว่างประเทศลดลง” ทองคำจึงกลายเป็น “สินทรัพย์ที่ไม่ต้องพึ่งความเชื่อใจ” และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกหันกลับมาสะสมทองคำอีกครั้ง
ผลกระทบจากแนวโน้มนี้กำลังเริ่มปรากฏให้เห็นชัดขึ้นในหลายมิติ ทั้งค่าเงินที่มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น เพราะเงินทุนไม่ได้ไหลเข้าสู่สกุลเงินหลักเพียงไม่กี่สกุลเหมือนในอดีต ราคาทองคำที่มีโอกาสยืนอยู่ในระดับสูงจากอุปสงค์ที่แท้จริงของธนาคารกลาง และที่สำคัญที่สุดคือ ระบบการเงินโลกที่อาจกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ “โลกหลายขั้ว” ซึ่งไม่ได้มีศูนย์กลางเพียงแห่งเดียวเหมือนที่ผ่านมา
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ประเด็นของทองคำ หรือการบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศเท่านั้น แต่สะท้อนถึงการเตรียมพร้อมของแต่ละประเทศในการรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทองคำในวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อการลงทุน แต่กลายเป็น “กันชน” สำคัญของระบบการเงินโลก
และคำถามที่ยังคงเปิดอยู่ก็คือ ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนแบบนี้ ทองคำจะยังคงเป็นคำตอบของ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ได้จริงหรือไม่ เมื่อแม้แต่คำว่า “ความปลอดภัย” เอง ก็อาจไม่ได้มีความหมายเหมือนเดิมอีกต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
