รีเซต

"ไวรัสแอนดีส" (ANDV) คืออะไร? เจาะลึกกลไกการแพร่ระบาดจาก "คนสู่คน"

"ไวรัสแอนดีส" (ANDV) คืออะไร? เจาะลึกกลไกการแพร่ระบาดจาก "คนสู่คน"
TNN ช่อง16
11 พฤษภาคม 2569 ( 10:46 )

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana เกี่ยวกับ ไวรัสแอนดีส (ANDV) โดยระบุว่า


ไวรัสแอนดีส (ANDV) คืออะไร?


ไวรัสแอนดีส เป็นสายพันธุ์หนึ่งในกลุ่มฮันตาไวรัสที่พบรังโรคตามธรรมชาติในหนู (Long-tailed pygmy rice rat) ในแถบอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในประเทศชิลีและอาร์เจนตินา ไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุของโรค Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome (HCPS) ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการปอดอักเสบรุนแรง ระบบหายใจล้มเหลว และมีอัตราการเสียชีวิตที่สูง เหตุการณ์การพบกลุ่มผู้ติดเชื้อบนพื้นที่ปิดอย่างเรือสำราญ ได้สร้างความตื่นตระหนกและตั้งคำถามสำคัญว่าเหตุใดไวรัสที่ควรจะจบลงที่ผู้ติดเชื้อคนแรก (Dead-end host) จึงสามารถลุกลามและแพร่กระจายข้ามไปยังบุคคลอื่นที่ไม่ได้สัมผัสกับหนูเลยได้? 


สภาพแวดล้อมที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดในห้องพักแคบๆ การใช้ระบบปรับอากาศร่วมกัน และการทำกิจกรรมร่วมกันอย่างหนาแน่นบนเรือ ได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่อาจแสดงให้เห็นความสามารถพิเศษของ ANDV


หากเราต้องอธิบายกลไกที่ทำให้ไวรัสแอนดีสสามารถทำสิ่งที่ไวรัสฮันตาชนิดอื่นบนโลกแทบจะทำไม่ได้เลย นั่นคือ "การแพร่กระจายจากคนสู่คน" เราสามารถอธิบายผ่านมุมมองทางไวรัสวิทยา โดยแบ่งเป็น 3 กลยุทธ์หลักที่ไวรัสตัวนี้ใช้ในการ "แฮ็ก" ร่างกายมนุษย์ 

1. ปฏิบัติการพรางตัวและตัดสายสัญญาณเตือนภัย (Innate Immune Evasion)  เมื่อไวรัสทั่วไปเข้าสู่เซลล์มนุษย์ เซลล์ของเราจะมีระบบเรดาร์ (เช่น MAVS pathway) ที่คอยตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนภัยเพื่อสร้าง "อินเตอร์เฟอรอน (Interferon)" ซึ่งเปรียบเสมือนกองกำลังพิทักษ์เซลล์  


แต่ ANDV เชี่ยวชาญการก่อกวนระบบสื่อสาร มันใช้ โปรตีนนิวคลีโอแคปซิด (N protein) และ ส่วนหางของโปรตีนหนาม (Gn cytoplasmic tail) เข้าไป "บล็อกและตัดสาย" สัญญาณเตือนภัยเหล่านี้ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันด่านหน้าของมนุษย์ตอบสนองช้าลง ไวรัสจึงซื้อเวลาให้ตัวเองสามารถเพิ่มจำนวนได้โดยที่ร่างกายยังไม่ทันรู้ตัว


2. การยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์เพื่อการแพร่กระจาย (High Respiratory Shedding)  ไวรัสฮันตาชนิดอื่นๆ มักจะก่อกวนระบบหลอดเลือดและอวัยวะภายใน (เช่น ไต หรือ ปอด) แต่ไม่ค่อยหลุดรอดออกมาภายนอกร่างกาย แต่ว่า ANDV มีความสามารถพิเศษในการเข้าไปยึดและเพิ่มจำนวนใน เซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจและต่อมน้ำลายของมนุษย์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง 


ผลลัพธ์คือ ร่างกายผู้ป่วยจะกลายเป็นโรงงานผลิตไวรัสที่ปล่อยอนุภาคไวรัสปริมาณมาก ปะปนออกมากับ "น้ำลาย" และ "สารคัดหลั่งในทางเดินหายใจ" ซึ่งพร้อมที่จะเดินทางออกจากร่างกายทุกเมื่อ

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

3. อาศัยความใกล้ชิดเป็นสะพานเชื่อม (Close-Contact Transmission)

เมื่อไวรัสมาจ่อรออยู่ที่น้ำลายและทางเดินหายใจแล้ว การส่งต่อจึงเกิดขึ้นผ่าน "ละอองฝอย (Droplets)" เมื่อผู้ป่วยไอ จาม หรือแม้แต่การพูดคุยและใช้ชีวิตร่วมกันในพื้นที่ปิด (เช่น สภาพแวดล้อมบนเรือสำราญ) ไวรัสที่แฝงอยู่ในละอองฝอยเหล่านี้จะกระโดดเข้าสู่เยื่อบุตา จมูก หรือปากของคนที่อยู่ใกล้ชิด (เช่น คนในครอบครัว เพื่อนร่วมห้องพัก หรือแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย) 


แม้ ANDV จะไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศได้นานและไกลเหมือนไวรัสโควิด-19 (ไม่ได้เป็น Airborne เต็มรูปแบบ) แต่ความสามารถในการปะปนมากับละอองน้ำลายในปริมาณที่เข้มข้น ก็เพียงพอที่จะทำให้มันแพร่จากคนสู่คนได้หากมีการสัมผัสใกล้ชิด

สรุปสั้นๆ 


ANDV ไม่ได้วิวัฒนาการจนกลายเป็นไวรัสของมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ แต่มันแค่ "เก่งกว่าในการปิดตาภูมิคุ้มกันของเรา" และ "เลือกตำแหน่งขยายพันธุ์ได้ถูกที่ (ทางเดินหายใจและน้ำลาย)" ทำให้มันสามารถเจาะระบบและแพร่กระจายข้ามระหว่างคนด้วยกันเองได้ ซึ่งเป็นความสามารถที่หาได้ยากและน่าจับตามองที่สุดในบรรดาไวรัสฮันตาทั้งหมดครับ เหตุการณ์การระบาดเป็น Cluster ในพื้นที่จำกัด จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า เราไม่สามารถประมาทความสามารถในการปรับตัวของไวรัสชนิดนี้ได้เลย 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง