33 ประเทศเตือนรับมือความเสี่ยงภัย แต่ทำไมประชาชนไม่พร้อม

โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะวันนี้ภัยคุกคามไม่ได้มีเพียงสงครามหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภัยธรรมชาติ ภัยไซเบอร์ และความเสี่ยงที่ระบบสาธารณูปโภคสำคัญอาจหยุดชะงักได้ทุกเมื่อ
สิ่งที่น่าจับตาก็คือ ขณะนี้มีรัฐบาลมากกว่า 33 ประเทศทั่วโลก เริ่มออกคำแนะนำและรณรงค์ให้ประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน ด้วยการสำรองอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ตั้งแต่ 3 วัน ไปจนถึง 14 วัน หรือ 2 สัปดาห์
คำถามที่ตามมาก็คือ ทำไมรัฐบาลหลายประเทศถึงออกมาเตือนประชาชนในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และนี่กำลังเป็นสัญญาณเตือนว่าโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสงครามครั้งใหญ่ หรือวิกฤตการณ์ระดับโลกที่อาจเกิดขึ้นได้หรือไม่
จุดเริ่มต้นของกระแสการเตรียมพร้อมครั้งนี้ มาจากแนวทาง Civil Preparedness หรือการเตรียมความพร้อมของภาคประชาชน ซึ่งหลายประเทศในยุโรปนำมาใช้ เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลตัวเองได้ในช่วง 3–14 วันแรก หากเกิดเหตุฉุกเฉินที่ทำให้ระบบสาธารณูปโภคหรือบริการของภาครัฐหยุดชะงักไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว น้ำท่วม ไฟฟ้าดับ การโจมตีทางไซเบอร์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือแม้แต่สงคราม
แต่สิ่งสำคัญต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การรณรงค์ให้สำรองเสบียงเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลกำลังประกาศว่าจะเกิดสงครามหรือภัยพิบัติครั้งใหญ่ขึ้นในทันที แต่เป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เพราะในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างไฟฟ้าดับเน็ตถูกตัด ความช่วยเหลือจากภาครัฐอาจเข้าไม่ถึงประชาชนได้อย่างทันท่วงที
หากไปดูคำแนะนำของแต่ละประเทศ จะพบว่าระยะเวลาการสำรองเสบียงแตกต่างกันไปตามระดับความเสี่ยงและแนวทางของรัฐบาลแต่ละแห่งเริ่มจากสหราชอาณาจักร ที่เปิดตัวแคมเปญ Be Ready แนะนำให้ประชาชนเตรียมอาหารและน้ำดื่มอย่างน้อย 3 วัน ซึ่งคำแนะนำนี้เริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคอย่างเห็นได้ชัด
โดย BBC Newsnight รายงานว่า หลังรัฐบาลเปิดตัวแคมเปญดังกล่าว ร้านค้าหลายแห่งพบยอดขายสินค้าสำหรับรับมือเหตุฉุกเฉินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซูเปอร์มาร์เก็ต Iceland มียอดขายอาหารกระป๋องเพิ่มขึ้นถึง 40% ในช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่ร้าน Robert Dyas มียอดขายวิทยุเพิ่มขึ้น 160% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ส่วน Maplin มียอดขายไฟฉายเพิ่มขึ้นถึง 284% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของเดือนก่อนตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในอนาคตเริ่มเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนแล้ว
ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในยุโรป ทั้งฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ ลักเซมเบิร์ก โปแลนด์ ลัตเวีย ลิทัวเนีย เดนมาร์ก และไอร์แลนด์ แนะนำให้ประชาชนเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตอย่างน้อย 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน
ส่วนสวีเดน นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ และเอสโตเนีย แนะนำให้สำรองเสบียงประมาณ 7 วัน ขณะที่เยอรมนีแนะนำให้เตรียมอาหารและน้ำดื่มสูงสุด 10 วัน และออสเตรียกับสิงคโปร์แนะนำให้เตรียมพร้อมนานถึง 14 วัน
ส่วนฝั่งเอเชียอย่างญี่ปุ่น ซึ่งมีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว สึนามิ และภูเขาไฟระเบิดอยู่เป็นระยะ ก็ให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติเป็นหลักโดยรัฐบาลแนะนำให้ประชาชนสำรองน้ำดื่ม 9 ลิตรต่อคน และอาหารที่เก็บรักษาได้นานสำหรับ 3–7 วัน รวมถึงเงินสด เอกสารสำคัญและสิ่งของจำเป็นขณะที่ไต้หวันก็ประกาศให้ประชาชนเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และของใช้จำเป็นให้เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต 7 วัน
นอกจากนี้ยังมีสหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอิสราเอล ที่ต่างให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินเช่นกันอย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลหลายประเทศจะออกคำแนะนำให้ประชาชนเตรียมเสบียง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกครัวเรือนจะสามารถทำตามได้ เพราะปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นกำลังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ
ขณะที่ผลสำรวจ UK Public Survey of Risk Perception, Resilience and Preparedness 2026 ของรัฐบาลอังกฤษ พบว่า มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 13% เท่านั้น ที่รู้สึกว่าครัวเรือนของตัวเองมีความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินในระดับสูงสุดขณะที่ 50% ระบุว่ามีความพร้อมเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีความพร้อมเลย
ที่น่าสนใจคือ 29% บอกว่าไม่มีเงินเพียงพอสำหรับซื้อสิ่งของเพิ่มเติมเพื่อเตรียมรับมือเหตุฉุกเฉิน และอีก 18% มีข้อจำกัดด้านพื้นที่จัดเก็บสิ่งของนี่จึงเป็นอีกด้านหนึ่งของวิกฤต เพราะแม้การสำรองอาหารและน้ำดื่มจะเป็นมาตรการพื้นฐานที่ประชาชนสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้จำกัด การต้องแบ่งเงินมาซื้อเสบียงเพิ่มเติมก็อาจกลายเป็นภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอีก
แต่สิ่งที่ทำให้หลายประเทศต้องเร่งเตรียมความพร้อม ไม่ได้มีเพียงภัยธรรมชาติเท่านั้น เพราะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศกำลังทวีความซับซ้อนขึ้นโดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน รวมถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งเพิ่มความกังวลว่าความขัดแย้งในระดับภูมิภาคอาจขยายวงกว้างออกไป
ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงจากสงครามไฮบริด หรือ Hybrid Warfare ซึ่งเป็นการโจมตีแบบผสมผสาน ไม่ได้ใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการโจมตีทางไซเบอร์ การทำลายโครงสร้างพื้นฐาน การบิดเบือนข้อมูล และการก่อกวนระบบเศรษฐกิจความเสียหายจากสงครามลักษณะนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามรบ แต่สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของประชาชนได้เช่นกัน
สำหรับประเทศไทย แม้ก่อนหน้านี้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. จะยืนยันว่า ยังไม่ได้ออกประกาศให้ประชาชนสำรองอาหาร เวชภัณฑ์ และสิ่งของจำเป็น 72 ชั่วโมงแต่ประชาบาส่วนก็ตุนอาหารและถือเงินสดเพื่อความไม่ประมาท รัฐบาลจึงขอให้ประชาชนตระหนักถึงความเสี่ยง โดยไม่ตื่นตระหนกเพราะไทยยังไม่ได้มีความเสี่ยงจากภัยสงครามโดยตรง แต่อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถมองข้ามผลกระทบทางอ้อมที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านพลังงาน การค้า และเศรษฐกิจโลกทำให้ล่าสุด สมช. เตรียมเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนักวิชาการในวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน
ประเด็นสำคัญที่จะต้องติดตามคือด้านพลังงานและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะราคาน้ำมัน การนำเข้าและส่งออกสินค้า นอกจากนี้ยังเตรียมวางแผนช่วยเหลือและอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงในตะวันออกกลาง รวมถึงยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยบุคคล สถานที่สำคัญ และสถานที่ราชการ ตลอดจนเฝ้าระวังสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับประเทศคู่ขัดแย้งทั้งหมดนี้สะท้อนว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในสมรภูมิสงครามโดยตรง แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจสามารถส่งผ่านมายังประเทศไทยได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
