รีเซต

จับทิศทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นหลังการเลือกตั้ง

จับทิศทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นหลังการเลือกตั้ง
TNN ช่อง16
11 กุมภาพันธ์ 2569 ( 12:07 )
9

ญี่ปุ่นจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับการเลือกตั้งของไทย โดยผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการของญี่ปุ่นยืนยันเมื่อวานนี้ว่า พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ คว้าชัยชนะแบบขาดลอย โดยสามารถครองที่นั่งในสภาได้ถึง 315 ที่นั่ง จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง เท่ากับเกินเสียงข้างมาก 2 ใน 3 หรือที่เรียกว่า super majority ถือเป็นผลงานที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรรค LDP หลังจากระยะหลัง ๆ คะแนนนิยมลดลง และภายใต้รัฐบาลชุดที่แล้วของอดีตนายกฯ ชิเงรุ อิชิบะ พรรค LDP มีที่ทางในสภาล่างเพียง 198 ที่นั่ง เมื่อรวมกับที่นั่งของพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอีก 36 ที่นั่ง หมายความว่าพรรคร่วมรัฐบาลมีที่นั่งรวมกัน 351 ที่นั่ง


ชัยชนะแบบ landslide ครั้งล่าสุดจะเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกสามารถดำเนินนโยบายการคลังแบบเชิงรุกได้ตามที่หาเสียงไว้ เพราะที่จริงแล้ว ญี่ปุ่นไม่ได้มีกำหนดเลือกตั้งทั่วไปจนกว่าจะถึงปลายปี 2571 แต่นายกฯ ทาคาอิจิที่ทำงานมาร่วม 4 เดือนเลือกที่จะยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ เพราะคะแนนนิยมที่ยังสูงในช่วงเริ่มต้นดำรงตำแหน่งจะทำให้เธอได้รับฉันทามติและอำนาจทางนิติบัญญัติในการผลักดันนโยบายต่าง ๆ ซึ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจตามรอย “อาเบะโนมิกส์” ของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ผู้ล่วงลับ


ชัยชนะแบบเด็ดขาดของนายกฯ ทาคาอิจิ ส่งผลให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นดีดตัวขึ้นอย่างคึกคัก ดัชนี “นิกเกอิ 225” ยังคงทะยานเหนือ 57,000 จุด ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง ส่วนดัชนี “โทพิกซ์” (Topix) ก็ปรับขึ้นเหนือระดับ 3,800 จุด โดยได้แรงหนุนจาก “ทาคาอิจิ เทรด” หรือการที่ตลาดคาดการณ์ว่านโยบายเศรษฐกิจของนายกฯ ทาคาอิจิ ที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจจะช่วยหนุนราคาหุ้น


น่าสนใจว่า นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเน้นย้ำประเด็นเรื่องค่าครองชีพในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งล่าสุด โดยให้คำมั่นว่าจะพักการเก็บภาษีร้อยละ 8 สำหรับสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นเวลา 2 ปี หากพรรคร่วมรัฐบาลของเธอได้รับเลือกตั้งกลับมา ซึ่งการลดภาระค่าครองชีพถือเป็นเรื่องสำคัญสุดที่ชาวญี่ปุ่นต้องการ ทั้งนี้ ผลการสำรวจที่จัดทำโดยสถานีโทรทัศน์ NHK เมื่อเดือนที่แล้ว ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 45 ยอมรับว่า มาตรการลดราคาสินค้าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจลงคะแนนเสียง 


สำหรับชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก การหาเลี้ยงชีพมีความยากลำบากมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ท่ามกลางค่าจ้างที่ปรับขึ้นไม่ทันกับราคาสินค้าที่แพงขึ้นมาก โดยค่าจ้างที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อกลับลดลงร้อยละ 2.8 ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2-3 แต่ราคาอาหารเพิ่มขึ้นสูงกว่ามาก ยกตัวอย่างราคาข้าวที่สูงขึ้นเกือบร้อยละ 68 ในปีที่แล้ว ซึ่งเกิดจากผลผลิตขาดแคลนเนื่องจากการเก็บเกี่ยวที่ลดลงในปี 2566 ส่วนราคาสินค้านำเข้า อาทิ กาแฟและช็อกโกแลต ก็ขยับสูงขึ้นมาก เนื่องจากการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องของเงินเยนบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภค ไม่เพียงแต่ราคาสินค้าที่สูงขึ้น แต่ครัวเรือนญี่ปุ่นยังเผชิญแรงกดดันจากการจ่ายภาษีและเงินสมทบประกันสังคมที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางภาวะสังคมสูงอายุที่มีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น


การให้คำมั่นที่จะพักภาษีสินค้าอาหารของผู้นำญี่ปุ่นเกิดขึ้นหลังจากเมื่อปีที่แล้วรัฐบาลอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด ซึ่งเป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถึง 21.3 ล้านล้านเยน หรือราว 1.36 แสนล้านดอลลาร์ โดยให้น้ำหนักกับมาตรการบรรเทาค่าครองชีพ รวมถึงการอุดหนุนค่าไฟ การแจกเงินสดและคูปองอาหาร

นอกเหนือจากการระงับภาษีอาหารและเครื่องดื่ม นายกฯ ญี่ปุ่นยังมีแผนจะเพิ่มงบใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมที่สำคัญเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 8.8 ล้านล้านเยน ในปีงบประมาณ 2569 ที่เริ่มต้น 1 เมษายนนี้ ขยับขึ้นจาก 8.7 ล้านล้านเยน ในปีงบประมาณ 2568 ที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม รวมทั้งมีแผนจะลดหย่อนภาษีบางส่วนสำหรับค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็ก และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่สนับสนุนการดูแลเด็กในองค์กร


แผนเศรษฐกิจของนายกฯ ทาคาอิจิที่ทั้งลดภาษีและเพิ่มรายจ่าย ก็ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนทางการคลังของญี่ปุ่น เพราะเท่ากับว่ารัฐบาลจำเป็นต้องกู้ยืมเงินมากขึ้น ท่ามกลางความท้าทายจากสังคมสูงอายุที่เร่งตัวและอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่แตะแถวร้อยละ 230 ในปี 2568 ตามการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) สูงที่สุดในกลุ่มเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับการประเมินในปี 2567 โดยในช่วงต้นปี 2568 หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นอยู่ที่กว่า 1,300 ล้านล้านเยน หรือ 9-9.8 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่ามูลค่า GDP ที่อยู่ที่กว่า 4.2 ล้านล้านดอลลาร์


ความกังวลดังกล่าวสะท้อนจากการที่นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น หลังจากนายกฯ ทาคาอิจิเปิดเผยแผนปรับลดภาษีสินค้าอาหารพร้อมประกาศยุบสภาเพื่อเตรียมเลือกตั้งเมื่อเดือนที่แล้ว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นระยะ 10 ปี เพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 2.238 และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ระยะ 20 ปี เพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 3.112 ขณะที่ตลาดพันธบัตรของญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในตลาดขนาดใหญ่สุดในโลก ดังนั้น แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในญี่ปุ่นก็สามารถส่งผลกระทบไปทั่วโลกได้ ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืม การตัดสินใจลงทุน และค่าเงินสกุลต่าง ๆ


ขณะที่ชาวญี่ปุ่นเองก็มีคำถามว่า รัฐบาลจะหาเงินจากไหนมาชดเชยเม็ดเงินส่วนนี้ที่คาดว่าจะหายไปประมาณ 10 ล้านล้านเยน หรือราว 6.37 หมื่นล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ มาตรการระงับภาษีบริโภคอาจช่วยแก้ปัญหาราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นได้ในระยะสั้น แต่ไม่น่าจะแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ในที่สุดแล้วก็อาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของชาวญี่ปุ่นอยู่ดี


หลายฝ่ายกำลังจับตาไปที่ทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมหาศาลของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญสำหรับการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนในอนาคต เพราะเม็ดเงินที่สูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่างบประมาณประจำปีของรัฐบาลมาก แต่โดยปกติแล้วทุนสำรองระหว่างประเทศจะใช้เป็นกลไกสร้างเสถียรภาพให้กับค่าเงิน แต่ไม่ควรพึ่งพาในฐานะแหล่งเงินทุนถาวร เนื่องจากมีความผันผวนไปตามตลาดและอัตราดอกเบี้ย การนำเงินส่วนนี้ไปใช้ด้วยวัตถุประสงค์อื่นจะเป็นการสร้างความเสี่ยง

อีกหนึ่งแรงกดดันที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องรับมือ คือ ความผันผวนของค่าเงินเยน ซึ่งนับตั้งแต่นายกฯ ทาคาอิจิรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เงินเยนอ่อนค่าลงร้อยละ 6 แต่หลังการเลือกตั้งล่าสุด เงินเยนแข็งค่าขึ้น โดยเคลื่อนไหวอยู่แถว 155.85 เยนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่า เงินเยนจะอ่อนค่าลงในระยะยาวจากนโยบายการคลังที่มีแนวโน้มจะผ่อนคลายลงอีกภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ของนายกฯ ทาคาอิจิ 


นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่น เนื่องจากธนาคารกลางญี่ปุ่นพยายามที่จะปรับดอกเบี้ยขึ้นเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ หลังจากใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษมานานหลายทศวรรษ 


ความท้าทายของญี่ปุ่นยังรวมถึงการที่จำนวนประชากรและแรงงานลดลงมาหลายปีแล้ว ปัจจุบัน ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในสังคมที่มีประชากรสูงอายุมากที่สุดในโลก ซึ่งสร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อสวัสดิการต่าง ๆ อาทิ การดูแลสุขภาพและการดูแลทางสังคม รวมถึงญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรงในภาคการก่อสร้าง การดูแลผู้สูงอายุ เกษตรกรรม และการบริการ ซึ่งหมายถึงผลิตภาพที่ลดลง และส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนแอลง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง