รีเซต

ความหวังฟื้น "หุ้นไทย" ส่องนโยบาย 5 พรรคการเมืองใหญ่ เลือกตั้ง 2569 ใคร คือ คนที่ใช่? สำหรับ "นักลงทุน"

ความหวังฟื้น "หุ้นไทย" ส่องนโยบาย 5 พรรคการเมืองใหญ่ เลือกตั้ง 2569 ใคร คือ คนที่ใช่? สำหรับ "นักลงทุน"
TNN ช่อง16
24 มกราคม 2569 ( 09:00 )
11

ความหวังฟื้น "หุ้นไทย" ส่องนโยบาย 5 พรรคการเมืองใหญ่ เลือกตั้ง 2569 คนไหน ที่ใช่ สำหรับ "นักลงทุน" ชูตลาดทุน–แก้หนี้–ดึงเงินต่างชาติเป็นหัวใจเศรษฐกิจ


"การเลือกตั้งใหญ่ปี 2569" ที่จะมาพร้อมกับรัฐบาลใหม่ ที่หลายฝ่ายรวมถึงนักลงทุนคาดหวังให้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดทุนไทย และฟื้นเศรษฐกิจได้ ดังนั้น TNN WEATLH จึงพาไปส่องดูวิสัยทัศน์ของตัวแทน พรรคการเมือง บนเวทีสัมมนา “ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?” ซึ่งจัดโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569


โดยเจาะไปที่ 5 พรรคหลัก ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต่างประกาศนโยบายเศรษฐกิจและตลาดทุนอย่างเข้มข้น โดยมีเป้าหมายร่วมคือการฟื้นความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทย ดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ และพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง


"พรรคเพื่อไทย"

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ชูการขับเคลื่อนผ่านกลไกตลาดทุนและตลาดเงินควบคู่กัน ยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด พร้อมเสนอแนวคิดการจัดตั้ง “สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ดิจิทัล” หรือ ก.ล.ต. ดิจิทัล เพื่อกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นอิสระ และผลักดันการใช้เทคโนโลยี Tokenization ดึงกำลังซื้อจากนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีต่างชาติเข้าสู่ Sandbox ของไทย เชื่อมโยงสู่ภาคเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการแสดงผลงานด้านการบริหารหนี้สาธารณะและการรักษาวินัยการคลังของรัฐบาล พร้อมย้ำว่านโยบาย “หวยเกษียณ” จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเงินออมระยะยาวและดึงเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ได้ราว 13,000 ล้านบาทต่อปี


พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนในทุกมิติ วางกรอบการจัดการหนี้ออกเป็น 5 ด้านหลัก ใช้กลไกบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC เข้ามาบริหารจัดการหนี้ภาคประชาชนและกลุ่มผู้เกษียณอายุ ควบคู่กับมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรเป็นระยะเวลา 3 ปี และการอัดฉีดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อดึงประชาชนออกจากวงจรหนี้นอกระบบอย่างเป็นระบบ พร้อมผลักดันนโยบายสวัสดิการที่มุ่งสร้างแรงจูงใจในการออมและลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ โดยเฉพาะ “หวยเกษียณ” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการออมที่นำแรงจูงใจจากการเสี่ยงโชคมาเสริมสร้างวินัยการออมระยะยาวให้กับคนไทย รวมถึงโครงการบัญชีเด็กแรกเกิด และนโยบาย “คนไทยไร้จน” ที่รัฐจะเข้าไปเติมรายได้ให้ถึงเส้นความยากจนในระดับรายบุคคล


มิติของวินัยการคลัง ดร.เผ่าภูมิ ย้ำถึงความสำเร็จในการบริหารราชการภายใต้รัฐบาลแพทองธาร ซึ่งสามารถทำให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราเฉลี่ยราว 3% ต่อเนื่อง 3 ไตรมาส ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP และภาระงบกึ่งการคลังตามมาตรา 28 มีแนวโน้มปรับตัวลดลง สะท้อนความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพการคลัง โดยย้ำว่าแม้นโยบายจะมีความน่าสนใจเพียงใด แต่หากขาดความมั่นคงทางการคลังถือเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ พร้อมชี้ว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์ว่าสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระหนี้สาธารณะ


การปฏิรูปตลาดทุน พรรคเพื่อไทยมองว่าตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากกว่าตลาดเงิน เนื่องจากขับเคลื่อนด้วยมุมมองและการตัดสินใจของนักลงทุน โดยได้เสนอแนวทางการพัฒนา Digital Asset Ecosystem ผ่านการจัดตั้ง ก.ล.ต. ดิจิทัล ตั้งเป้าสร้างมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลในระบบไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท และขยายบัญชีนักลงทุนเป็น 4 ล้านบัญชี ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี Tokenization เพื่อเชื่อมโยงเงินทุนจากผู้ถือคริปโตเคอร์เรนซีต่างชาติเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจจริง ผ่าน Sandbox ในประเทศไทย นอกจากนี้ยังผลักดันแนวคิด Sustainable Finance โดยต่อยอดกองทุนวายุภักษ์ กองทุน Thai ESG และการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน เช่น Green Bond และ Blue Bond ผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินและสร้างแรงจูงใจทางภาษีให้กับธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


พรรคเพื่อไทยเสนอการปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อให้ SME เข้าถึงการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ง่ายขึ้น พร้อมผลักดันร่างพระราชบัญญัติสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อที่กลไกเดิมยังไม่สามารถครอบคลุมได้อย่างทั่วถึง โดยย้ำว่าตลาดทุนและภาคเศรษฐกิจจริงจำเป็นต้องเดินไปพร้อมกัน และภาครัฐต้องลดขั้นตอนที่ยึดติดกับกระบวนการที่ล้าสมัย เพื่อมุ่งพัฒนาตลาดทุนให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้


ในภาพรวมเชิงมหภาค พรรคเพื่อไทยชูจุดแข็งด้านประสบการณ์การบริหารที่สามารถเชื่อมโยงนโยบายระดับจุลภาคและมหภาคเข้าด้วยกัน โดยให้ความสำคัญกับการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาอุดช่องว่างของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการใช้ปัญญาประดิษฐ์ควบคุมการผลิตในภาคเกษตรแม่นยำ และยกระดับภาคบริการด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ขณะเดียวกันยังผลักดันการสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย และกำหนดให้ภาครัฐเป็นลูกค้าหลักของ SME ผ่านระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ให้แต้มต่อด้าน Local Content



"พรรคภูมิใจไทย"

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ “10 Plus” ของพรรคภูมิใจไทย โดยมุ่งเร่งการลงทุนและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่ New Economy เพื่อผลักดันอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้เติบโตไม่น้อยกว่า 3% ต่อปี พร้อมชี้ว่าประเทศไทยติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมานานกว่า 10 ปี สิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือการยกระดับงบประมาณด้านการลงทุนจากระดับราว 20% ให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30% ของ GDP เพื่อยกระดับศักยภาพของคนและโครงสร้างพื้นฐาน และปูทางไปสู่ประเทศรายได้สูง


ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเน้นการปฏิรูปงบลงทุนภาครัฐภายใต้แนวคิด Investment Plus โดยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและเศรษฐกิจสีเขียว ควบคู่กับการส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในรูปแบบ PPP Plus ที่เข้มข้นขึ้น ผ่านกลไก Matching Fund และการใช้ Thailand Future Fund เพื่อลดภาระความเสี่ยงและการขาดทุนของภาครัฐ นอกจากนี้ยังผลักดันการนำเทคโนโลยี AI และ Digital Transformation มาใช้ในระบบราชการ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ความแม่นยำ และประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้าถึงนวัตกรรม AI เพื่อขยายตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันโดยไม่เพิ่มต้นทุน ขณะเดียวกันยังเตรียมรับมือกับโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย และขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero Emission ผ่านเครื่องมือทางการเงินที่ทันสมัยในกรอบ Silver และ Green Economy


ในด้านการปฏิรูปตลาดทุน พรรคภูมิใจไทยระบุว่าปัญหาหลักของตลาดหุ้นไทยคือความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ จึงเสนอการฟื้นฟู Perception ของตลาดผ่านการสร้างความมั่นคงและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจและการเมืองตลอดระยะเวลา 4 ปี ควบคู่กับการยึดวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด รวมถึงการปรับเพดานหนี้ให้อยู่ในระดับเหมาะสม พร้อมยกระดับการบังคับใช้กฎหมายและธรรมาภิบาลในตลาดทุน เพิ่มความรวดเร็วและศักดิ์สิทธิ์ของบทลงโทษผู้กระทำผิด และเพิ่มความรับผิดชอบของกรรมการอิสระในบริษัทจดทะเบียน


อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือการจัดตั้งบัญชีออมส่วนบุคคลรูปแบบใหม่ หรือ TISA (Thai Individual Savings Account) ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนในหุ้นรายตัวภายใต้กรอบที่กำหนด เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่และกลุ่มนักลงทุนสินทรัพย์สูง ซึ่งปัจจุบันนิยมไปลงทุนใน ETF และตลาดต่างประเทศให้หันกลับมาลงทุนในตลาดทุนไทย พร้อมเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Wealth Management ลดการไหลออกของเงินทุนไปบริหารจัดการในต่างประเทศ


นายอนุชาย้ำว่า จุดแข็งของพรรคภูมิใจไทยคือความชัดเจนและความต่อเนื่องเชิงนโยบาย การบริหารงานที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับมหภาคถึงจุลภาค และประสบการณ์การทำงานที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยยึดหลักการเติบโตอย่างมีคุณภาพควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินการคลัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว พร้อมระบุว่ายุทธศาสตร์ “10 Plus” จะเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนภาพลักษณ์เศรษฐกิจไทย และทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนโลกในช่วง 4 ปีข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรม


"พรรครวมไทยสร้างชาติ"

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของพรรค โดยมุ่งผ่าทางตันห่วงโซ่อุปทานของประเทศไทยและยกระดับตลาดทุนควบคู่กับการลดต้นทุนพลังงาน ชูนโยบายผลักดันดัชนีตลาดหุ้นไทยสู่ระดับ 2,000 จุด ผ่านการฟื้นฟูกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ LTF ในรูปแบบใหม่ที่สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจยุคดิจิทัล พร้อมเดินหน้าทลายการผูกขาดพลังงานสะอาดด้วยการเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อป เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve และปฏิรูประบบเครดิตบูโรไปสู่การใช้ Credit Scoring เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนราว 5 ล้านคนกลับเข้าสู่ระบบการเงิน


ดร.อรรถวิชช์ ระบุว่า จุดอ่อนสำคัญของอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบันคือความไม่สมบูรณ์ของ Supply Chain โดยเฉพาะการขาดแคลนต้นน้ำด้านพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก พรรคจึงเสนอแนวคิดการเปิดเสรีโซลาร์ หรือ Solar Liberalization เพื่อแก้ปัญหากำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองล้นระบบแต่มีต้นทุนสูง ด้วยการเปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถผลิตและใช้พลังงานสะอาดได้เองโดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐ อันจะช่วยลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น ผู้ให้บริการ Data Center เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังมุ่งผลักดันการสร้างนวัตกรรมของไทยเอง เพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่ New S-Curve โดยอาศัยความเด็ดขาดทางนโยบายในการปรับปรุงกฎหมายและกติกาที่ล้าสมัย


ในมิติของตลาดทุน พรรครวมไทยสร้างชาติเสนอการคืนชีพกองทุน LTF ในรูปแบบใหม่ เพื่อรองรับโครงสร้างแรงงานและรายได้ในยุค Digital Disruption โดยออกแบบให้เป็นเครื่องมือการออมสำหรับกลุ่มอาชีพที่มีรายได้ผันผวนสูง เช่น อินฟลูเอนเซอร์ ดารานักแสดง ฟรีแลนซ์ และผู้ค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่อาจมีรายได้สูงในช่วงสั้น แต่ขาดหลักประกันทางสวัสดิการและต้องแบกรับภาระภาษีในระดับสูง แนวคิด LTF รูปแบบใหม่นี้จะปรับเงื่อนไขการถือครองให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การถือครอง 5 ปีปฏิทิน หรือราว 3 ปีเศษ เพื่อสอดคล้องกับลักษณะรายได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมใช้เป็นกลไกดึงเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ตลาดหุ้น สร้างเสถียรภาพและความน่าสนใจให้ตลาดทุนในระยะยาว โดยคาดว่าจะเป็นปัจจัยหนุนดัชนีตลาดหลักทรัพย์ให้ปรับตัวขึ้นสู่ระดับเป้าหมาย 2,000 จุด


ขณะเดียวกัน พรรคยังเสนอการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน โดยเฉพาะการปรับบทบาทของเครดิตบูโรจากระบบบัญชีดำไปสู่การใช้ Credit Scoring แทน เพื่อยกเลิกการแช่แข็งสถานะหนี้เสียเป็นระยะเวลา 3 ปี และเปิดโอกาสให้ประชาชนที่เคยมีปัญหาหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการเงินได้ตามความสามารถในการชำระหนี้ในปัจจุบัน แนวทางดังกล่าวจะช่วยปลดล็อกประชาชนราว 5 ล้านคน และเพิ่มการแข่งขันที่เป็นธรรมในระบบธนาคารพาณิชย์ ลดส่วนต่างกำไร และทำให้อัตราดอกเบี้ยสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้กู้มากขึ้น


ในด้านพลังงาน พรรครวมไทยสร้างชาติย้ำถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาในการบริหารจัดการราคาพลังงาน โดยชี้ว่าพรรคมีบทบาทในการผลักดันให้ค่าไฟฟ้าลดลงจากระดับสูงสุดราว 4.70 บาทต่อหน่วย มาอยู่ที่ประมาณ 3.90 บาท และตั้งเป้าลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 3.30 บาท ผ่านการใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้า พร้อมเน้นการลดต้นทุนถาวรของภาคพลังงานเพื่อให้เป็นปัจจัยบวกต่อกำไรของภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชนในระยะยาว โดยย้ำว่าพรรคเป็นกลุ่มการเมืองที่มีประสบการณ์รับแรงกระแทกจากวิกฤตราคาพลังงาน และสามารถผลักดันนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้จริง



พรรคประชาชน

ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยโรดแมปการฟื้นฟูประเทศภายใต้กรอบ “Major Reform” พร้อมชูยุทธศาสตร์ “แข่งขันนิยม” เป็นแกนหลักในการทลายการผูกขาดทางเศรษฐกิจ เสนอแนวทางปฏิรูปที่มุ่งเปลี่ยนฐานคิดของระบบเศรษฐกิจ จากการพึ่งพาการผูกขาดและทุนขนาดใหญ่ ไปสู่ระบบการแข่งขันที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลางเติบโตได้จริง โดยหนึ่งในหัวใจสำคัญคือการทลายการผูกขาดผ่านการแก้ไขพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เป็นธรรมและเอื้อต่อ SME ซึ่งเป็นรากฐานของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว


ควบคู่กันนี้ พรรคประชาชนยังเสนอแนวคิดการต่างประเทศเชิงรุก ด้วยการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีใหม่ (New Technology Hub) โดยมุ่งดึงดูดบุคลากรคุณภาพสูงและเทคโนโลยีขั้นสูงจากประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และไต้หวัน เข้ามาสร้างฐานการผลิตและนวัตกรรม แทนการพึ่งพาการลงทุนจากทุนสีเทา ซึ่งไม่ก่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างดีมานด์ที่แท้จริงในภาคอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมไฮเทค พร้อมยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่ New Economy ขณะเดียวกัน พรรคยังเน้นการคืนนิติรัฐนิติธรรม ผ่านการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและได้มาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ


ในส่วนของตลาดทุน ดร.ชัยวัฒน์มองว่าตลาดหุ้นไทยถูกด้อยค่าและเคลื่อนไหวไร้ทิศทางมานานกว่าสิบปี เนื่องจากขาดการเติบโตของกำไรต่อหุ้น และขาดอุตสาหกรรมใหม่ที่สามารถสร้างการเติบโตในระยะยาว พรรคประชาชนจึงเสนอยุทธศาสตร์การ turnaround ตลาดทุน ผ่าน “Orange Mega Project” ซึ่งเป็นการนำปัญหาของสังคม เช่น การพึ่งพาการนำเข้าเครื่องมือแพทย์หรืออุปกรณ์การศึกษา มาเปลี่ยนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจของคนไทย โดยภาครัฐจะใช้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างสร้างอุปสงค์ขนาดใหญ่ เพื่อผลักดันผู้ประกอบการ SME ในซัพพลายเชนให้พัฒนาเทคโนโลยี ยกระดับมาตรฐาน และเติบโตจนสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อสร้าง Market Cap ใหม่ให้กับตลาดหุ้นไทย


นอกจากนี้ พรรคยังเสนอการปฏิรูปภาษีการออม ด้วยการสนับสนุนรูปแบบ Individual Account Tax แทนกองทุน LTF เดิม เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนบริหารพอร์ตการลงทุนในหุ้นได้โดยตรง และสร้างการแข่งขันด้านค่าธรรมเนียมระหว่างผู้ให้บริการกองทุน ขณะเดียวกันยังเตรียมทบทวนมาตรการด้านสภาพคล่องของตลาด เช่น กฎการชอร์ตหุ้น และ Tick Size ที่ถูกมองว่าเป็น “Speed Bump” ซึ่งชะลอการเคลื่อนไหวของตลาดมากเกินไป และไม่สอดคล้องกับสภาพตลาดโลกในปัจจุบัน


ประเด็นธรรมาภิบาลถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ โดยพรรคประชาชนย้ำถึงความจำเป็นในการปกป้องหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุน โดยเฉพาะสำนักงาน ก.ล.ต. จากการแทรกแซงทางการเมือง ทั้งในกระบวนการแต่งตั้งและการปลดออก เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินคดีทุจริตเป็นไปอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน


ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนยังชูจุดแข็งด้านโมเดลการบริหารพรรคที่มีความโปร่งใสและเป็นอิสระจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ โดยย้ำว่าพรรคมีประชาชนเป็น “ผู้ถือหุ้นใหญ่” จากยอดเงินบริจาคกว่า 96 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนฐานสนับสนุนจากประชาชนรายย่อยอย่างแท้จริง พรรคยังเป็นพรรคเดียวที่เปิดเผยรายชื่อคณะผู้รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจนล่วงหน้าก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ พร้อมชี้ว่าการเติบโตอย่างต่อเนื่องของพรรค จากอดีตพรรคอนาคตใหม่สู่พรรคประชาชน เป็นดัชนีสะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อแนวนโยบายในระยะยาว



พรรคประชาธิปัตย์

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  เปิดเผยยุทธศาสตร์การปฏิรูปเศรษฐกิจและโครงสร้างประเทศ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ 7 ด้าน เพื่อผ่าทางตันกฎหมายล้าหลัง ยกระดับความโปร่งใสของภาครัฐ และฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดทุน โดยชูนโยบาย “Super X” เป็นกลไกหลักในการเร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย พร้อมเดินหน้าเปิดเสรีภาคพลังงาน ลดต้นทุนการผลิตอย่างถาวร และประกาศเอาจริงเอาจังกับการกวาดล้างขบวนการฟอกเงินและการทุจริตในตลาดหลักทรัพย์ฯ ย้ำจุดยืนพรรคการเมืองมืออาชีพที่มีประสบการณ์นำพาประเทศผ่านวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกมาแล้ว


นายกรณ์ระบุว่า ความล่าช้าทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมาเกิดจากโครงสร้างรัฐที่ล้าสมัยและกฎหมายจำนวนมากที่ไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอร่างพระราชบัญญัติ “Super X” ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษให้อำนาจรัฐสภาในการสังคายนา ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและการลงทุนได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการปฏิรูปรัฐบาลดิจิทัล โดยนำระบบราชการขึ้นสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลและมือถือ เพื่อสร้าง Digital Footprint ลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่โปร่งใส และสกัดปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง


พร้อมกันนี้ พรรคยังเสนอการเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ของรัฐผ่านการเปิดฐานข้อมูลภาครัฐในรูปแบบ Open Data ให้ภาคเอกชนสามารถนำไปต่อยอดทางเศรษฐกิจ รวมถึงการนำที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่มาสร้างมูลค่าเพิ่ม ขณะเดียวกันได้ชูนโยบาย Green Revolution และ Energy Liberalization ด้วยการปฏิรูปอุตสาหกรรมพลังงาน โดยเฉพาะการเปิดเสรีระบบสายส่งไฟฟ้า อนุญาตให้เอกชนสามารถซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันได้โดยตรง และใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อขายพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาค เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนพลังงานที่สูงและลดต้นทุนโลจิสติกส์ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 16% ของ GDP ให้ลดลงต่ำกว่า 10% ในระยะยาว


ในด้านยุทธศาสตร์การค้า พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้เร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA กับประเทศคู่ค้าเพิ่มเติม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และเพิ่มจำนวน FTA ให้ทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยนายกรณ์ย้ำว่าบทบาทของรัฐต้องเปลี่ยนจากผู้ขวางทางมาเป็นผู้ชี้ทางและเปิดทางให้ภาคธุรกิจ พร้อมระบุว่าตราบใดที่การเมืองยังมีความเกี่ยวข้องกับทุนเทา ทุนดีจะไม่สามารถเข้ามาลงทุนในระบบเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มที่


สำหรับการฟื้นฟูตลาดทุน นายกรณ์ระบุว่า “ความเชื่อมั่น” เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด พร้อมชี้ให้เห็นถึงปัญหาความบกพร่องในการกำกับดูแลที่ผ่านมา พรรคจึงเสนอการยกระดับบทบาทของผู้ทำหน้าที่คัดกรองหรือ Gatekeeper โดยกำหนดให้โบรกเกอร์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและแจ้งเตือนพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติ เพื่อป้องกันการใช้ตลาดหุ้นเป็นช่องทางฟอกเงิน ควบคู่กับการเพิ่มอำนาจให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการตรวจสอบผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง หรือ Beneficial Owner และเพิ่มอำนาจให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สามารถอายัดทรัพย์สินต้องสงสัยได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล เพื่อหยุดยั้งความเสียหายได้อย่างทันท่วงที


นายกรณ์ยังแสดงความกังวลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรกำกับดูแลตลาดทุน โดยย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์จะให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความใสสะอาดของผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานกำกับ เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของนักลงทุน พร้อมยืนยันว่าหากอำนาจของ ก.ล.ต. ยังไม่เพียงพอในการจัดการปัญหานอมินีและการทุจริต พรรคพร้อมผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจอย่างเหมาะสม


ในส่วนของจุดแข็งเชิงประสบการณ์ พรรคประชาธิปัตย์ชูบทบาทการเป็น “มือบริหารวิกฤต” โดยอ้างถึงผลงานในอดีตที่เคยนำพาประเทศผ่านวิกฤตเศรษฐกิจสำคัญทั้งวิกฤตต้มยำกุ้งและวิกฤตการเงินโลกจากปัญหาซับไพรม์ จนทำให้ระบบการเงินไทยมีความแข็งแกร่งมากขึ้น รวมถึงสถิติในช่วงที่พรรคเป็นแกนนำรัฐบาลซึ่งดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 145% นับเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์รัฐบาลไทย พร้อมย้ำถึงความต่อเนื่องด้านนโยบายสวัสดิการ เช่น การเรียนฟรีและเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ รวมถึงมาตรฐานการตรวจสอบภายในพรรคที่ให้ความสำคัญกับความสุจริตและธรรมาภิบาล


โดยภาพรวม นโยบายของทั้ง 5 พรรคสะท้อนการแข่งขันเชิงนโยบายอย่างเข้มข้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 2569 โดยตลาดทุนไทยถูกยกให้เป็น “สมรภูมิหลัก” ของการฟื้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการแก้หนี้ ยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ ดึง FDI หรือสร้างนักลงทุนระยะยาว ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญว่านโยบายใดจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน และพาตลาดหุ้นไทยกลับมาอยู่ในเรดาร์โลกได้อีกครั้ง




ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง