น้ำโขงแห้งหนัก! กระทบการเดินเรือ-ระบบนิเวศน์ชงสทนช.เจรจาจีนแก้อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขง ในพื้นที่ภาคเหนือยังคงลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดระดับน้ำเกือบลงไปเตะที่ 1.80 เมตรแล้ว นอกจากจะทำให้เส้นทางเดินของแม่น้ำโขงเกิดซอกเขาหินโผล่ขึ้นมาเห็นเป็นภูเขาหินขนาดสูงตลอดทาง ตั้งแต่เขื่อนจิ่งหง มณฑลยูนนาน ชายแดนประเทศจีนตอนใต้ มาถึงชายแดนเมียนมา-ลาว โดยเฉพาะช่วงแก่งต้นอ้อ บ้านห้วยส้านของ สปป.ลาว ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 35 กิโลเมตรแล้ว ทำให้หาดทรายและโขดหินโผล่ขึ้นเหนือน้ำตามจุดต่างๆ ในเขตชายแดนไทย ตั้งแต่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำมาถึงบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ส่งผลกระทบกับเรือขนส่งสินค้าและเรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ต้องงดวิ่งจอดเรียงรายอยู่ตามริมฝั่ง ส่วนเรือโดยสารเล็กต้องใช้ความระมัดระวัง ขณะที่คนเดินเรือระบุว่าศูนย์ควบคุมแม่น้ำล้านช้างที่เคยแจ้งข้อมูลให้คนเดินเรือทราบเป็นประจำกลับงดแจ้งข้อมูลทำให้ไม่มีผู้ใดทราบอัตราการปล่อยน้ำอีกเลย
นางสาวผกายมาศ เวียร์รา รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย และผู้ประกอบการเดินเรือท่องเที่ยวในแม่น้ำโขง กล่าวว่า ระดับน้ำโขงที่แห้งในปัจจุบันคาดว่าทางการจีนน่าจะมีลดปริมาณการปล่อยน้ำที่น้อยลงเพราะปัจจุบันท่าเรือก่วนเหล่ยซึ่งเป็นเมืองท่าหน้าด่านในแม่น้ำโขงของจีนมีการปิดด่านดังตามมาตรการป้องกันไวรัสโควิด19 มานานกว่า 7-8 เดือนแล้ว ประกอบกับในช่วงวันปีใหม่จีนหรือเทศกาลตรุษจีน วันชาติจีน และเทศกาลสงกรานต์ เขื่อนจีนจะลดการปล่อยน้ำอยู่แล้ว ทำให้ชายแดนสามเหลี่ยมทองคำได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะระดับน้ำลดลงเกือบเตะ 1 เมตร ทำให้เรือบรรทุกสินค้าไม่สามารถขนส่งได้ต้องหยุดเดินเรือมาหลายวันแล้ว ส่วนเรือท่องเที่ยวซึ่งเป็นเรือขนาดเล็ก แม้จะออกให้บริการได้แต่ก็ติดสันดอนทราย และอาศัยความชำนาญของกัปตันเรือในการขับขี่ตามร่องน้ำเดิม เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการท่องเที่ยว
นางสาวผกายมาศ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามล่าสุดคณะกรรมการแม่น้ำโขง ซึ่งมีตัวแทนจาก 6 ประเทศลุ่มน้ำโขง ทั้งจีน เมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ได้เสนอขอให้จีนเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อน เนื่องจากทุกชาติต่างก็เดือดร้อน แต่ยังไม่ทราบว่าจะได้ผลเมื่อไร ถึงหากมีการปล่อยกว่าปริมาณน้ำมาถึงประเทศไทยทางภาคเหนือก็ใช้เวลาถึง 3 วัน แต่หากจะไปถึงทางภาคอีสานก็อาจต้องใช้เวลานานกว่าสัปดาห์ และคาดว่าถึงมีการปล่อยก็คงปล่อยในปริมาณไม่มาก เพราะทางด่านพรมแดนจีนยังปิดไม่มีการขนส่งสินค้าทางแม่น้ำโขง ประกอบกับภัยแล้งทำให้จีนอาจต้องกักเก็บน้ำไว้ใช้จึงคาดว่าจะปล่อยมาในปริมาณไม่มาก แม้ทางเขื่อนจีนจะไม่มีการปิดเขื่อนเสียทีเดียว แต่ประเทศท้ายน้ำก็ได้รับผลกระทบอยู่ดี ซึ่งทางจังหวัดภาคอีสานของไทยจะยังคงประสบปัญหาหนัก เพราะมีเขื่อนไชยบุรีขวางเส้นทางน้ำอยู่ ซึ่งทางเขื่อนก็จะต้องมีการกักเก็บน้ำไว้อีกทอดหนึ่ง
ด้าน นายสุรนาถ ศิริโชติ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาเชียงราย กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงที่จังหวัดเชียงราย ณ จุดบริเวณด้านหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน พบว่า วันที่ 17ก.พ. วัดได้ 1.84 เมตร ซึ่งปกติในช่วงฤดูแล้งระดับน้ำของทุกปีจะอยู่ประมาณนี้ ซึ่งหากไม่ลดลงต่ำไปกว่า 1 เมตร ก็ยังสามารถเดินเรือได้ ซึ่งทางพื้นที่ไม่สามารถกำหนดปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงได้ ต้องรอเพียงการระบายมาจากทางการจีนเท่านั้นซึ่งทางศูนย์ควบคุมแม่น้ำล้านช้าง จะแจ้งเฉพาะปริมาณการระบายน้ำให้ทราบเท่านั้น ส่วนกรณีที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งหรือ สทนช. ชงกระทรวงต่างประเทศ ประสานไปยังประเทศจีน เรียกร้องให้ปล่อยน้ำจากเขื่อนจิ่งหงเพิ่มขึ้นเพื่อให้ระดับน้ำเพิ่มนั้น ยังไม่ทราบเรื่องและยังไม่มีหนังสือคำสั่งหรือการแจ้งข่าวให้ทางพื้นที่ทราบแต่อย่างใด
ขณะที่ นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า ความผันผวนของระดับน้ำนั้น เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยปีนี้จะมีความรุนแรงมากที่สุด
แม้ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการเพิ่มจำนวนของสาหร่ายเทาและสาหร่ายไกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเกิดจากการที่แม่น้ำโขงทางอีสานได้มีระดับน้ำลดต่ำลง ทำให้พื้นที่น้ำขังหรือน้ำนิ่งมีพื้นที่มากขึ้นทำให้สาหร่ายไก สามารถเจริญเติบโตได้มากยิ่งขึ้นแต่น้ำที่ขึ้นลงไม่นิ่งทำให้บางช่วงไม่สามารถเก็บไกได้ และบางช่วงไกก็เสียหายไป
นายนิวัฒน์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ทางสทนช.(สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ)และองค์กรที่มีความเกี่ยวข้องที่ได้ทำหนังสือส่งไปยังประเทศจีนเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนโดยที่ผ่านมาเราไม่เคยทักท้วงที่มีความชัดเจนเท่าครั้งนี้ การที่สทนช.ได้แสดงบทบาทในเรื่องนี้ในการปกป้องแม่น้ำโขงไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้ สิ่งที่อยากฝากไปถึงสทนช.คือสิ่งที่กำลังทำอยู่ถูกต้องแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญคือการเสนอให้จีนได้เข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำเพราะว่าตอนนี้จีนปิด ๆ เปิด ๆ มากบ้าง น้อยบ้าง หากเป็นอย่างนี้ต่อไปคงจะเกิดหายนะต่อแม่น้ำโขงแน่นอน อยากจะให้รัฐเสนอวิธีแก้ที่ชัดเจนว่าจะแก้ที่จุดไหน
ขณะที่ภาคประชาชนก็ต้องมีการขยับตัวมากกว่านี้ เพื่อแสดงว่าภาคประชาชนคือหุ้นส่วนใหญ่ ให้รัฐยอมรับและรับฟังเสียงของประชาชนมากขึ้น นั่นคือสภาประชาชนลุ่มน้ำโขงที่ประกอบไปด้วย ประชาชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคมต่าง ๆ ที่ทำงานในลุ่มน้ำโขง ซึ่งนี่ก็เป็นขับเคลื่อนในการแก้ปัญหาร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนและประเทศต่างๆ ที่เข้ามาร่วมในแม่น้ำโขง สิ่งสำคัญต่อไปในอนาคตข้างหน้าคือการจัดการการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนต้องมีความชัดเจนในการบริหารในลุ่มน้ำโขงและสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการไม่ทิ้งภาคประชาชน
บทความน่าสนใจอื่นๆ
