รีเซต

พณ.เตือนหลัง“FTA อียู-เวียดนาม”บังคับใช้ เอกชนปรับตัวช้า อาจโดนเท

พณ.เตือนหลัง“FTA อียู-เวียดนาม”บังคับใช้ เอกชนปรับตัวช้า อาจโดนเท
มติชน
27 มกราคม 2564 ( 13:38 )
64
พณ.เตือนหลัง“FTA อียู-เวียดนาม”บังคับใช้ เอกชนปรับตัวช้า อาจโดนเท

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประเมินกลุ่มสินค้าสำคัญที่ไทยต้องจับตามองและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังความตกลงการค้าเสรีระหว่างอียูและเวียดนาม มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563 ซึ่งอียูและเวียดนามได้เปิดตลาดยกเว้นภาษีระหว่างกันในระดับสูง หรือกว่า 99% ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด

 

สำหรับกลุ่มสินค้าที่ต้องจับตามอง ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่อียูนำเข้าจากไทยจำนวนมาก แต่อาจพิจารณานำเข้าจากเวียดนามแทน หากต้นทุนการนำเข้าจากเวียดนามถูกกว่าไทย เช่น เส้นพาสต้า ข้าว ปลาปรุงแต่ง ปลาหมึกกระป๋อง ยางล้อรถจักรยาน ทุเรียน และน้ำผักและผลไม้ เป็นต้น ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดอียู

 

“เพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดอียู ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมปรับตัว โดยสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า เน้นการพัฒนาคุณภาพและยกระดับมาตรฐานสินค้า รวมถึงใช้ช่องทางการส่งออกด้วยสิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอฉบับต่างๆ ที่ไทยมีกับประเทศคู่ค้าสำคัญอื่นๆ อาทิ อาเซียน จีน และญี่ปุ่น รวมทั้งอาร์เซ็ป จะมีผลใช้บังคับในอนาคต เพื่อเร่งขยายการค้าในตลาดอื่นๆ และลดความเสียเปรียบทางภาษีศุลกากรที่หายไปในตลาดอียู” นางอรมน กล่าว

 

นางอรมน กล่าวว่า นอกจากอียูจะทำเอฟทีเอกับเวียดนามและสิงคโปร์แล้ว สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น อียูยังอยู่ระหว่างการเจรจาเอฟทีเอกับอินโดนีเซีย และพิจารณาเรื่องการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอกับไทย ในส่วนของไทย ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อพิจารณาเรื่องการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอกับอียู หากทุกภาคส่วนเห็นพ้องว่าควรฟื้นการเจรจา กรม จะรวบรวมผลการศึกษาและความคิดเห็น รวมทั้งจัดทำกรอบเจรจาเสนอกระทรวงพาณิชย์เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

 

ทั้งนี้ ปี 2563 อียูเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย โดยไทยส่งออกไปอียูมูลค่า 17,637 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ยาและเวชภัณฑ์ เครื่องมือทางทัศนศาสตร์ และยานยนต์และชิ้นส่วน ในขณะที่ไทยนำเข้าจากอียูมูลค่า 15,496 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วน และอัญมณีและเครื่องประดับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง