InnovestX เผย "น้ำ" อาวุธสุดท้าย ของสงคราม ตะวันออกกลาง กระทบการลงทุน

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมการโจมตีโรงงานกรองน้ำจึงสำคัญกว่าการโจมตีแหล่งน้ำมัน คำตอบอยู่ในรายงานลับของทางการสหรัฐ ที่ถูกเปิดเผยในภายหลัง ซึ่งระบุว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียมองน้ำว่า "สำคัญต่อความอยู่รอดของชาติมากกว่าน้ำมัน" และนั่นไม่ใช่การพูดเกินจริงแม้แต่น้อย
ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยน้ำมันแต่ขาดแคลนน้ำจืดโดยธรรมชาติ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ประเทศในกลุ่ม GCC ทั้ง 6 ได้ใช้รายได้มหาศาลจากน้ำมันสร้างโรงงาน desalination เกือบ 450 แห่ง ผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลเพื่อเลี้ยงประชากรกว่า 100 ล้านคน คูเวตพึ่งพาระบบนี้ถึง 90% ของน้ำดื่มทั้งหมด โอมาน 86% ซาอุดีอาระเบีย 70% และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 42% ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าถ้าโรงงาน desalination หยุดทำงาน เมืองทั้งเมืองจะอยู่ไม่ได้ภายในไม่กี่วัน
ความเสี่ยงสูงสุดของกรณีนี้คือโรงงาน Jubail บนชายฝั่งอ่าวเปอร์เซียของซาอุดีอาระเบีย โรงงานแห่งนี้เพียงแห่งเดียวส่งน้ำผ่านท่อยาวกว่า 500 กิโลเมตรไปยังกรุงริยาด คิดเป็นกว่า 90% ของน้ำดื่มของเมืองหลวงที่มีประชากรหลายสิบล้านคน Bloomberg รายงานอ้างอิงการประเมินของเจ้าหน้าที่สหรัฐว่า "ริยาดจะต้องอพยพประชาชนภายใน 1 สัปดาห์หากโรงงาน Jubail ถูกทำลาย" และ "โครงสร้างรัฐบาลซาอุดีอาระเบียไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากปราศจากโรงงานแห่งนี้" แม้ซาอุดีอาระเบียจะเสริมความแข็งแกร่งและสร้างระบบสำรองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ความจริงที่เปลี่ยนไม่ได้คือโรงงานเหล่านี้ทุกแห่งอยู่ในระยะที่ขีปนาวุธของอิหร่านสามารถเข้าถึงได้
เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมอิหร่านถึงเดินเกมนี้ ต้องมองจากมุมของเตหะรานก่อน อิหร่านรู้ดีว่าตนไม่สามารถชนะสงครามแบบประชันกำลังโดยตรงกับกองกำลังผสมสหรัฐ-อิสราเอลได้ แต่ยุทธศาสตร์ของอิหร่านคือการทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกว่า "ต้นทุนในการสู้ต่อสูงเกินกว่าผลที่จะได้รับ" การโจมตี soft targets อย่างโรงงานพลังงาน สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานน้ำจืด คือการแปลงสงครามทางทหารให้เป็นสงครามทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรม ซึ่งมีผลทางการเมืองที่ทรงพลังกว่า การที่ประชาชนในคูเวต ดูไบ หรือริยาดไม่มีน้ำดื่มจะสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลพันธมิตรสหรัฐได้เร็วและรุนแรงกว่าการสูญเสียน้ำมันหลายล้านบาร์เรลเสียอีก
กฎหมายระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาเจนีวาคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนจากการโจมตี แต่ประวัติศาสตร์บอกเราว่าเส้นแบ่งนี้เปราะบางมากเมื่อสงครามร้อนแรงขึ้น ในปี 1991 กองทัพอิรักของซัดดัม ฮุสเซนจงใจปล่อยน้ำมันดิบลงสู่อ่าวเปอร์เซียเพื่อทำลายโรงงาน desalination ของซาอุดีอาระเบีย ในยูเครน รัสเซียโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Zaporizhzhia ซึ่งหลายคนเคยคิดว่าเป็นสิ่งที่ "ไม่มีทางเกิดขึ้น" และตอนนี้ ในสัปดาห์ที่ 2 ของ Operation Epic Fury สิ่งที่หลายคนบอกว่า "ไม่น่าจะเกิด" ก็เกิดขึ้นแล้วที่บาห์เรน
สำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบาย
เหตุการณ์นี้มีนัยที่สำคัญ 3 ประการ ประการแรก ความเสี่ยงวิกฤตมนุษยธรรม (humanitarian crisis) ในอ่าวเปอร์เซียจะเพิ่มแรงกดดันให้นานาชาติเร่งหาทางยุติสงครามเร็วขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาส miscalculation ที่นำไปสู่การบานปลายที่ไม่มีใครต้องการ
ประการที่สอง หากโรงงาน desalination ขนาดใหญ่โดยเฉพาะในซาอุดีอาระเบียถูกโจมตี ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่แค่วิกฤตน้ำ แต่จะลามสู่วิกฤตการเมืองในประเทศพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ ซึ่งอาจเปลี่ยนสมการของสงครามทั้งหมด
และประการสุดท้าย ตลาดพลังงานยังไม่ได้ price in ความเสี่ยงนี้อย่างเต็มที่ เพราะโลกคุ้นเคยกับการวิเคราะห์ผลกระทบจากการหยุดชะงักของน้ำมัน แต่ยังไม่มีโมเดลที่ดีพอสำหรับวิกฤตน้ำดื่มในระดับภูมิภาค
ในมุมของกลยุทธ์การลงทุน สงครามครั้งนี้ยืนยันธีมหลักที่ INVX ประเมินไว้ว่า playbook เดิมที่นักลงทุนเคยใช้ในทุกสงครามตะวันออกกลางที่ผ่านมา กำลังเดินสวนทางในครั้งนี้ — ธ. กลางสหรัฐ (Fed) อาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ ดอลลาร์แข็งแทนที่จะอ่อน และ ผลตอบแทนพันธบัตรจะผันผวนจากแรงดึงสองทางระหว่างเงินเฟ้อกับความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย (flight-to-quality)
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ INVX แนะนำกรอบการลงทุนตาม Scenario ดังนี้
ในกรณีที่สงครามยืดเยื้อราว 3 เดือน ซึ่งมีความน่าจะเป็นสูงขึ้นต่อเนื่อง ราคาน้ำมันดิบ Brent มีแนวโน้มทรงตัวในระดับ $80–100 นักลงทุนควรเพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน รวมถึงสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อ ในขณะที่ควรลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานสูงและการค้าโลก สำหรับตลาดไทย ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าสู่ระดับ 33–34 บาทต่อดอลลาร์เป็นปัจจัยที่ต้องป้องกันความเสี่ยงสำหรับพอร์ตที่มีสินทรัพย์ต่างประเทศ
ในกรณีที่สงครามบานปลาย และปิดช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับความเสี่ยงด้านน้ำดื่มในอ่าวเปอร์เซียอาจดึงซาอุดีอาระเบียเข้าสู่สงครามโดยตรง สมการเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง ราคาน้ำมันทะลุ $100 Fed ถูกบังคับขึ้นดอกเบี้ย และดอลลาร์แข็งค่าแรงสู่ระดับ 8-10% จากระดับปัจจุบัน ในสถานการณ์นี้ การถือครองเงินสดและดอลลาร์สหรัฐในสัดส่วนที่สูงขึ้น ควบคู่กับทองคำในฐานะ ultimate safe haven คือกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผลที่สุด ขณะที่ควรหลีกเลี่ยงหุ้นในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อ stagflation โดยตรง เช่น ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และสายการบิน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างพอร์ตที่มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ไม่ใช่การเดิมพันกับ Scenario ใด Scenario หนึ่ง เพราะในสงครามที่ "ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" ความไม่แน่นอนคือสิ่งที่แน่นอนที่สุด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
