รีเซต

“ปวดคอ” อย่าทนจนชิน! สัญญาณเตือนภัยเงียบที่อาจทำให้ “ไขสันหลังพัง” โดยไม่รู้ตัว

“ปวดคอ” อย่าทนจนชิน! สัญญาณเตือนภัยเงียบที่อาจทำให้ “ไขสันหลังพัง” โดยไม่รู้ตัว
TNN ช่อง16
3 สิงหาคม 2569 ( 11:38 )
7

หลายคนมีอาการปวดคอ ปวดบ่า หรือปวดไหล่ จนคิดว่าเป็นเพียงอาการเมื่อยล้าจากการทำงาน หรือที่เรียกกันว่า “ออฟฟิศซินโดรม” แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ โรคกระดูกคอเสื่อม ซึ่งหากปล่อยไว้นาน อาจส่งผลให้เกิดการกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง จนมีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ โรคกระดูกคอเสื่อมเกิดจากอะไร โรคกระดูกคอเสื่อมเกิดได้จากหลายปัจจัย ได้แก่ พันธุกรรม อายุ และการใช้งานของกระดูกคอ ซึ่งแต่ละปัจจัยส่งผลให้กระดูกคอเสื่อมเร็วหรือช้าแตกต่างกันไป


ทำไมอาการปวดคอจึงไม่ควรมองข้าม

กระดูกคอเป็นส่วนหนึ่งของกระดูกสันหลัง มีบทบาทสำคัญทั้งในการรองรับและช่วยให้ศีรษะเคลื่อนไหว รวมถึงทำหน้าที่ปกป้องไขสันหลังและเส้นประสาท ซึ่งกระดูกสันหลังทอดยาวตั้งแต่ฐานกะโหลกศีรษะไปจนถึงก้นกบ ดังนั้น เมื่อเกิดความผิดปกติบริเวณกระดูกคอ จึงอาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและการทำงานของร่างกายในหลายด้าน


ปวดคอคืออะไร

อาการปวดคอ คือความรู้สึกไม่สบายบริเวณต้นคอ อาจมีอาการปวดตื้อบริเวณศีรษะหรือท้ายทอย และอาจปวดร้าวลงไปที่บ่า หัวไหล่ แขน หรือสะบักร่วมด้วย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการชาที่แขนหรือนิ้วมือ ร่วมกับกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง เคลื่อนไหวคอได้น้อยลง มีอาการเจ็บขณะขยับคอ และบางครั้งอาจพบจุดกดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อต้นคอและบ่า


อาการหลักของโรคกระดูกคอเสื่อม ผู้ป่วยโรคกระดูกคอเสื่อมมักมีอาการดังต่อไปนี้

• ปวดบริเวณต้นคอ

• มีอาการทางระบบประสาท เช่น ปวดร้าวลงแขน มือชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง

• บางรายมีอาการเดินเซ เนื่องจากไขสันหลังถูกกดทับ ซึ่งไขสันหลังเป็นส่วนที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย

• ขยับคอได้น้อยลง มีภาวะข้อติด

• บางรายมีคอเอียง หลังค่อม หรือเหยียดคอไม่ได้

• อาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย


อาการที่ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์

1. ปวดต้นคอเพียงอย่างเดียว ผู้ป่วยจะมีอาการปวดต้นคอโดยยังไม่พบความผิดปกติของระบบประสาท ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นและหายได้ภายในประมาณ 4–6 สัปดาห์ หากเป็นอาการเฉียบพลัน มักเกิดจากกล้ามเนื้อต้นคออักเสบหรือบาดเจ็บ แต่หากเป็นอาการเรื้อรัง สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากกระดูกคอเสื่อม

2. ปวดต้นคอร่วมกับการกดทับรากประสาท ผู้ป่วยมักมีอาการปวดต้นคอร้าวลงแขน ร่วมกับอาการชา หรือแขนอ่อนแรง จากการกดทับรากประสาทบริเวณกระดูกคอ

3. ปวดต้นคอร่วมกับการกดทับไขสันหลัง ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนแรงทั้งแขนและขา เดินไม่สะดวก ทรงตัวลำบาก มือใช้งานได้ไม่เต็มที่ และบางรายอาจมีความผิดปกติของระบบขับถ่ายร่วมด้วย


ปวดคอแบบไหนควรรีบพบแพทย์

หากมีอาการดังต่อไปนี้ ไม่ควรปล่อยไว้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย

• ปวดคอนานเกิน 2 สัปดาห์

• ปวดคอหลังเกิดอุบัติเหตุ

• แขนหรือขาอ่อนแรง มีอาการชา หรือปวดร้าวลงแขน

• มีอาการปวดข้อหรือข้ออักเสบร่วมกับส่วนอื่นของร่างกาย

• มีไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือมีอาการเจ็บหน้าอก

• ไม่สามารถเคลื่อนไหวคอได้ตามปกติ


สาเหตุของอาการปวดคอ อาการปวดคออาจเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่

• ความผิดปกติของโครงสร้างตั้งแต่กำเนิด

• อุบัติเหตุ

• เนื้องอก มะเร็ง หรือการติดเชื้อ

• ภาวะเสื่อมของกระดูกและหมอนรองกระดูก ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด

• ภาวะอักเสบจากการใช้งาน


สาเหตุที่พบได้บ่อย

• ลักษณะการทำงาน

• การทำกิจกรรมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน

• การนอนในท่าที่ไม่เหมาะสม

• ภาวะเสื่อม อักเสบ หรือการกดทับเส้นประสาท

ออฟฟิศซินโดรมคืออะไร

ออฟฟิศซินโดรม หรือ กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) เป็นอาการปวดกล้ามเนื้อที่เกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน เช่น การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์โดยไม่ลุกเปลี่ยนอิริยาบถ หากปล่อยไว้อาจพัฒนาเป็นอาการปวดเรื้อรัง รวมถึงทำให้เกิดอาการชาบริเวณแขนหรือมือ จากการกดทับเส้นประสาทส่วนปลายอย่างต่อเนื่อง


อาการของออฟฟิศซินโดรม

• ปวดกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ หรือสะบัก มักปวดเป็นบริเวณกว้าง ระบุตำแหน่งไม่ชัด และอาจปวดร้าวไปยังบริเวณใกล้เคียง มีลักษณะปวดล้า ๆ

• อาการจากระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น ซ่า วูบ เย็น เหน็บ ซีด ขนลุก หรือเหงื่อออกตามบริเวณที่ปวดร้าว บางรายอาจมีอาการมึนงง หูอื้อ หรือตาพร่าร่วมด้วย

• อาการจากการกดทับเส้นประสาท เช่น แขนหรือมือชา รวมถึงกล้ามเนื้ออ่อนแรง หากเส้นประสาทถูกกดทับเป็นเวลานาน


การป้องกันออฟฟิศซินโดรม

การลดความเสี่ยงของออฟฟิศซินโดรมสามารถทำได้ โดยปรับเปลี่ยนท่าทางในการทำงานให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม จัดอุปกรณ์การทำงานให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และเตรียมความพร้อมของร่างกายด้วยการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้งาน รวมถึงยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อน ระหว่าง และหลังการทำงานเป็นประจำ


การรักษาโรคกระดูกคอเสื่อมและภาวะกดทับเส้นประสาท การรักษาโดยไม่ผ่าตัด

แพทย์อาจพิจารณาวิธีรักษาตามความเหมาะสม ได้แก่

• พักผ่อน

• ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของข้อต่อ

• รับประทานยา

• ฉีดยา

• กายภาพบำบัด

• ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต

• การแพทย์ทางเลือก เช่น นวด ฝังเข็ม หรือจัดกระดูก

• ใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น อุปกรณ์พยุงคอหรือพยุงเอว โดยควรใช้อย่างถูกวิธีควบคู่กับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อ

อ.นพ.สุทธิภาศ พงศ์มณี อาจารย์ประจำหน่วยกระดูกสันหลัง ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่

การรักษาโดยการผ่าตัด แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดเมื่อมีข้อบ่งชี้ เช่น

• รักษาแบบประคับประคองมานานกว่า 3 เดือนแล้วอาการไม่ดีขึ้น

• มีอาการปวดรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิต

• มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง

• จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม เนื่องจากสงสัยว่ามีความผิดปกติของระบบประสาท ระบบขับถ่าย เนื้องอก หรือมะเร็ง


หลักการพิจารณาผ่าตัดโรคกระดูกสันหลัง การผ่าตัดมีเป้าหมายเพื่อ

• แก้ไขภาวะกดทับเส้นประสาท

• แก้ไขความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลัง

• แก้ไขความผิดรูปของกระดูกสันหลัง เช่น ภาวะกระดูกสันหลังคด


แนวทางการป้องกันโรคกระดูกคอเสื่อม แม้ความเสื่อมของร่างกายจะเกิดขึ้นตามวัยและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่สามารถลดความเสี่ยงหรือชะลอการเสื่อมได้ด้วยการ

• เข้าใจว่าความเสื่อมเป็นส่วนหนึ่งของอายุที่เพิ่มขึ้น

• ตระหนักถึงปัจจัยด้านกรรมพันธุ์

• ดูแลอารมณ์และสุขภาพจิต

• รับประทานอาหารให้เหมาะสม ไม่ผอมหรืออ้วนเกินไป

• ปรับรูปแบบการทำงานให้เหมาะสม

• ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง