รีเซต

จับตาปลายปี 69–70 ไทยเสี่ยงเผชิญอากาศสุดขั้ว รุนแรงกว่าที่เคย

จับตาปลายปี 69–70  ไทยเสี่ยงเผชิญอากาศสุดขั้ว รุนแรงกว่าที่เคย
TNN ช่อง16
10 กรกฎาคม 2569 ( 12:00 )
40

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ เตือนไทยเข้าสู่ยุค “โลกเดือด” ปลายปี 2569–2570 เสี่ยงคลื่นร้อน วิกฤตน้ำ และกระทบความมั่นคงอาหาร

 

โดยระบุว่า ประเทศไทยอาจกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่สภาพภูมิอากาศรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งศูนย์ภูมิอากาศ และภัยพิบัติ ม.รังสิต ผู้เชี่ยวชาญในคณะทำงาน IPCC ประเมินว่า ช่วงปลายปี 2569–2570 จะเป็น "จุดเปลี่ยน" ที่โลกเข้าสู่ New Climate Normal หรือสภาพภูมิอากาศปกติแบบใหม่ ซึ่งร้อนขึ้นอย่างถาวร ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งคลื่นความร้อน วิกฤตน้ำ และผลกระทบต่อระบบนิเวศและภาคเกษตร พร้อมเสนอให้เร่งปรับตัวจากการรับมือแบบตั้งรับไปสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก

 

ผลการประเมินระบุว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงปี 2562–2565 ซึ่งได้รับอิทธิพลของปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้อุณหภูมิยังไม่สูงมากและมีฝนค่อนข้างดี ไปสู่ช่วงปี 2566–2568 ที่อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยแผนที่อุณหภูมิของโลกเปลี่ยนจากโทนสีฟ้าเป็นสีส้มและสีแดงเข้ม สะท้อนว่าอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 1–2 องศาเซลเซียส และเป็นช่วงที่คำว่า "Global Boiling" หรือ "โลกเดือด" ถูกใช้เพื่ออธิบายวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก

 

นักวิชาการคาดการณ์ว่า ในช่วงปลายปี 2569–2570 พื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงผิดปกติจะขยายตัวปกคลุมเกือบทั่วโลก รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้ประเทศไทยเข้าสู่สภาวะอากาศร้อนจัดต่อเนื่อง และเกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วบ่อยครั้งมากขึ้น

 

จากการวิเคราะห์ ผลกระทบหลักที่ประเทศไทยต้องเผชิญมี 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

ด้านแรก คือ ความร้อนสุดขั้ว (Extreme Heatwaves) ประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงและยาวนานขึ้น แม้ในช่วงปลายฤดูฝนหรือฤดูหนาว อุณหภูมิก็อาจยังสูงกว่าค่าปกติ ส่งผลให้ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) อยู่ในระดับอันตราย กระทบต่อสุขภาพประชาชน การใช้พลังงาน และประสิทธิภาพการทำงาน


ด้านที่สอง คือ วิกฤตความมั่นคงด้านน้ำ (Water Insecurity) อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้น้ำระเหยเร็วขึ้น ขณะที่ฝนมีแนวโน้มตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ สลับกับฝนทิ้งช่วงยาวนาน ส่งผลให้เกิดทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลัน การบริหารจัดการน้ำจึงมีความท้าทายมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการใช้น้ำของประชาชน

 

ด้านที่สาม คือ ผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและภาคเกษตรกรรม อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงต่อปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ขณะที่ภาคเกษตรต้องเผชิญความเครียดจากความร้อน (Heat Stress) ทำให้ผลผลิตลดลง คุณภาพสินค้าเกษตรด้อยลง และต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

 

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว นักวิชาการเสนอให้ประเทศไทยเปลี่ยนแนวทางจากการรับมือแบบ Reactive ไปสู่ Proactive หรือการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่แม่นยำ โดยเชื่อมโยงแบบจำลองสภาพอากาศระดับโลกกับข้อมูลตรวจวัดในพื้นที่ การบริหารจัดการน้ำเชิงรุกโดยใช้การพยากรณ์อากาศระยะฤดูกาลประกอบการวางแผน และการสร้างความตระหนักรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้ประชาชนเข้าใจและสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม

 

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากประเทศไทยสามารถนำข้อมูลพยากรณ์ เทคโนโลยี และการสื่อสารมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความสูญเสียจากภัยธรรมชาติ และเพิ่มความยืดหยุ่นของประเทศต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง