รีเซต

ปี 2026 ทำลายทุกสถิติ สภาพอากาศสุดขั้ว หนักที่สุดเท่าที่เคยมี

ปี 2026 ทำลายทุกสถิติ สภาพอากาศสุดขั้ว หนักที่สุดเท่าที่เคยมี
TNN ช่อง16
10 กรกฎาคม 2569 ( 12:56 )
24

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก SonthiKotchawatเกี่ยวกับสภาพอากาศสุดขั้วปี 2026 ถึงจุด "Point of No Return" โลกเผชิญคลื่นความร้อน ซูเปอร์เอลนีโญ และธารน้ำแข็งละลาย

 

ดร.สนธิระบุว่า ปี 2026 กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปีที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างหนัก หลังหลายพื้นที่ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุด เกิดคลื่นความร้อนรุนแรง ภัยพิบัติถี่ขึ้นจากการกลับมาของปรากฏการณ์ Super El Niño ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ระบบนิเวศหลายแห่งกำลังเข้าใกล้ "Point of No Return" หรือจุดที่ยากจะย้อนกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อีก


ศูนย์ติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (C3S) เปิดเผยว่า เดือนมิถุนายน 2026 เป็นเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากปี 2024 โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกสูงกว่าค่าเฉลี่ยในยุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.39 องศาเซลเซียสสะท้อนว่าโลกยังคงเผชิญภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะเดียวกัน ยุโรปตะวันตกเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนสะสมมากกว่า 3,700 รายในฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม อีกทั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศกว่า 395 แห่งยังทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดตลอดกาล


ไม่เพียงบนบกเท่านั้น พื้นผิวมหาสมุทรทั่วโลกก็ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลเฉลี่ย (Sea Surface Temperature : SST) ในเดือนมิถุนายนพุ่งแตะ 20.86 องศาเซลเซียสซึ่งเป็นสถิติสูงสุดใหม่สำหรับเดือนมิถุนายน ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อนในทะเลและวิกฤตปะการังฟอกขาวในหลายพื้นที่


สถานการณ์ยิ่งน่ากังวล หลังนักวิทยาศาสตร์ยืนยันการก่อตัวของ Super El Niño ในช่วงกลางปี 2026 ซึ่งคาดว่าจะมีความรุนแรงต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2027 ทำให้ปี 2026 และ 2027 มีแนวโน้มสูงที่จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์การบันทึกข้อมูล

 

องค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก พร้อมกระตุ้นให้ภัยแล้งและน้ำท่วมรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยไนจีเรียและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ ขณะที่จีนประสบทั้งน้ำท่วมหนักในมณฑลกว่างซี และคลื่นความร้อนสูงถึง 50 องศาเซลเซียสในเขตซินเจียง

 

ด้านองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) รายงานว่า ธารน้ำแข็งเขตร้อนแห่งสุดท้ายในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย อาจละลายหายไปทั้งหมดภายในสิ้นปี 2026 หรือต้นปี 2027 ขณะที่พื้นที่น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกลดลงต่ำสุดเป็นอันดับ 3 ในรอบ 48 ปี โดยอุณหภูมิบริเวณอาร์กติกสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2.22 องศาเซลเซียส


นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การสูญเสียพื้นที่น้ำแข็งยังส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ Albedo Effect หรือการลดลงของพื้นที่สะท้อนรังสีดวงอาทิตย์ เมื่อพื้นผิวสีขาวของน้ำแข็งถูกแทนที่ด้วยทะเลสีเข้มที่ดูดซับความร้อนมากกว่า ส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นและเร่งการละลายของน้ำแข็งให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

แม้วิกฤตสภาพภูมิอากาศจะทวีความรุนแรง แต่ยังมีสัญญาณบวกจากภาคพลังงาน โดยรายงาน Statistical Review of World Energy ระบุว่า พลังงานหมุนเวียนกลายเป็นแหล่งพลังงานที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก แซงหน้าการเติบโตของน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ยังร่วมกับภาคีเครือข่ายพัฒนา Adaptation Fortress หรือ "ป้อมปราการเพื่อการปรับตัว" แห่งแรกในบังกลาเทศ ซึ่งเป็นศูนย์พักพิงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือคลื่นความร้อนสูงถึง 44 องศาเซลเซียส และพายุไซโคลนตลอดทั้งปี

 

ปี 2026 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งการทำลายสถิติด้านสภาพอากาศ แต่ยังเป็นปีที่โลกกำลังได้รับสัญญาณเตือนครั้งสำคัญว่า หากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังดำเนินไปไม่ทันต่อสถานการณ์ โลกอาจกำลังเข้าใกล้ "Point of No Return" หรือจุดเปลี่ยนที่ระบบภูมิอากาศและระบบนิเวศหลายส่วนไม่สามารถย้อนกลับสู่สภาพเดิมได้อีกต่อไป

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง