Start-Up ระดับยูนิคอร์นทั่วโลกทะลุเกิน 500 บริษัทแล้ว !!

Start-Up ระดับยูนิคอร์นทั่วโลกทะลุเกิน 500 บริษัทแล้ว !!
TNN ช่อง16
29 พฤศจิกายน 2563 ( 17:08 )
101
Start-Up ระดับยูนิคอร์นทั่วโลกทะลุเกิน 500 บริษัทแล้ว !!

Start-Up ทุกเจ้า ล้วนแล้วแต่มี "ยูนิคอร์น" เป็นเป้าหมาย โดยยูนิคอร์นในวงการธุรกิจก็คือ Start-Up ที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ จากข้อมูลล่าสุดพบว่าโลกเราในปัจจุบัน มีบริษัท Start-Up ที่ก้าวสู่ระดับยูนิคอร์นแล้วมากถึง 500 บริษัท

สถิติ Start-Up จากบริษัท CB Insights บริษัทวิจัยของสหรัฐฯ

  • มีบริษัท Start-Up ระดับยูนิคอร์นทั่วโลกทั้งหมด 500 บริษัทแล้ว
  • จำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้นคิดเป็น 2 เท่าในระยะเวลาเพียง 2 ปี ท่างกลางธุรกิจยุคเก่าที่กำลังแปลงตนเองเข้าสู่ระบบดิจิทัล และเทคโนยุคใหม่อย่าง AI ที่กำลังจะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ในทุกอุตสาหกรรม
  • Forter บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในสหรัฐฯ - อิสราเอล คือบริษัท Start-Up ลำดับที่ 500 ของโลก ก่อตั้งด้วยเงินลงทุนสูงมากถึง 1 พันล้านดอลลาร์ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บริษัทมีมูลค่า 1.3 พันล้านดอลลาร์
  • สหรัฐฯ มีบริษัท Start-Up ระดับยูนิคอร์นทั้งหมด 242 บริษัท คิดเป็นอันดับ 1 ของโลก
  • ประเทศจีนมี 119 บริษัท คิดเป็นอันดับ 2 ของโลก
  • Start-Up ระดับยูนิคอร์นทั้งหมดของสหรัฐฯ กับจีน คิดเป็น 70% ของที่มีทั้งหมด
  • ประเทศอังกฤษและอินเดีย มีเท่ากัน 24 บริษัท คิดเป็นอันดับ 3 ของโลก
  • เกาหลีใต้อยู่ในอันดับ 6  มีทั้งหมด 11 บริษัท
  • อินโดนีเซียอยู่อันดับ 10 มีทั้งหมด 5 บริษัท
  • ญี่ปุ่นอันดับ 11 มี 4 อันดับ
  • มีบริษัท Start-Up ระดับยูนิคอร์นทั้งหมด 89 บริษัทที่ทำธุรกิจ e-Commerce และการดูแลสุขภาพ
  • มีบริษัท Start-Up ทั้งหมด 122 บริษัทที่เป็นยูนิคอร์นในปี 2019 โดยมีบริษัท Fintech ทั้งหมด 20% และ AI ทั้งหมด 13%
  • มีบริษัท Start-Up ระดับยูนิคอร์นเพิ่มขึ้น 250 บริษัทด้วยเวลาทั้งหมด 4 ปี ก่อนจะเพิ่มอีก 250 บริษัทในอีก 2 ปีต่อมา (2020) เกิดขึ้นได้เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ทำให้การเริ่มต้นธุรกิจ มีโอกาสในการทำกำไรได้สูงมากขึ้น



website: www.TNNTHAILAND.com
facebook : TNNONLINE
facebook live : TNN Live
twitter : TNNONLINE
Line : @TNNONLINE
Youtube Official : TNNONLINE
Instagram : TNN_ONLINE
TIKTOK : @TNNONLINE

แหล่งที่มา caixinglobal.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง