เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส คาดแนวโน้มตลาดวันนี้ SET Index จะแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,270-1,287 จุด ชะลอความร้อนแรงระยะสั้นหลังจากปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งวานนี้ ภาพรวมตลาดตอบรับเชิงบวกจากบรรยากาศกาลงทุน Risk-On ช่วงต้นไปไปพอสมควร ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีอาจเผชิญแรงขายทำกำไรระยะสั้นบ้างหลังพุ่งขึ้นวานนี้ ภาพรวมตลาดยังไม่มีปัจจัยใหม่ที่ชัดเจน ประเด็นตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯและประเทศต่างๆยังคงต้องติดตามทั้งประเด็นที่ทรัมป์พูดถึงโคลัมเบียและกรีนแลนด์ คาดยังคงหนุนหุ้นในกลุ่มความมั่นคงทั่วโลก
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด ISM ภาคการผลิตสหรัฐฯเดือน ธ.ค. ออกมาต่ำกว่าคาดและชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 47.9 อย่างไรก็ตามโฟกัสหลักสัปดาห์นี้อยู่ที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯเดือน ธ.ค. ในคืนวันศุกร์ ซึ่งจะมีผลต่อการประเมินแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ในระยะถัดไป สำหรับ “January Effect” ปีนี้เรายังคงมุมมองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นจากความคาดหวังเชิงบวกจาก Pre-Election Rally ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 2-4 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง จากเม็ดเงินหาเสียงที่จะสะพัดหนุนเศรษฐกิจและการบริโภคให้คึกคักมากขึ้นในระยะสั้น
โดยหุ้นในกลุ่ม Domestic และ Consumption Play อย่าง ค้าปลีก อาหาร ไฟแนนซ์ การแพทย์ อสังหาฯ เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยัง Laggard ตลาดและมีระดับ Valuation ที่ค่อนข้างถูก ยังมีโอกาสพลิกมาปรับตัวดีกว่าคาดโดยเฉพาะในช่วงครึ่งเดือนหลัง ขณะที่หุ้นปันผลสูงคาดยังแข็งแรงต่อเนื่องจากธีม Dividend Play
กลยุทธ์ : เน้นหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 4Q25-1H26 แข็งแกร่ง และให้ปันผลในเกณฑ์ดี
หุ้นเด่นเดือน ม.ค. : BTG CPALL MTC NEO PRM
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, BTG, CBG, CENTEL, CPALL, KTB, MTC, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : BA
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus 19.13 บาท
• ระยะสั้นมี Catalyst บวกจากสมุยที่เข้าสู่ High Season ของการท่องเที่ยวอีกครั้งใน 1Q26 คาดหนุนผลการดำเนินงานของ BA เร่งตัว q-q
• แนวโน้มกำไร BA ปี 2026 คาดว่าจะกลับมาเติบโตได้เล็กน้อยราว 3% y-y หลังจากชะลอตัวในปี 2025 อีกหนึ่งจุดเด่นยังคงอยู่ที่ Dividend Yield ที่สูงราว 6% ต่อปี
• แนวรับ 15.10 บาท แนวต้าน 15.70//16.30 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ (SET Index) มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนในกรอบ โดยมีแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลกลับเข้ามาซื้อสุทธิเมื่อวานนี้กว่า 2.3 พันล้านบาท ประกอบกับ Sentiment เชิงบวกจากตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ดัชนีอาจเผชิญแรงกดดันในหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะ PTTEP เนื่องจากราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 60 เหรียญฯ แม้จะมีสถานการณ์ตึงเครียดในเวเนซุเอลา (สหรัฐฯ จับกุมประธานาธิบดีมาดูโร) แต่ตลาดให้ความสำคัญกับภาวะอุปทานล้นตลาดมากกว่า วันนี้ประเมินว่าหุ้นกลุ่มธนาคารและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA) จะยังคงเป็นตัวหลักในการชี้นำตลาด
ปัจจัยในประเทศ
- ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา: ความตึงเครียดบรรเทาหลังจากการตกลงหยุดยิงเมื่อปลายเดือนธ.ค.68 แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิค ติดตามทั้งสองฝ่ายจะตกลงจัดการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) นัดพิเศษที่กัมพูชาร้องขอหรือไม่ สถานการณ์ดูสงบลง ความกดดันต่อการเลือกตั้งไทยน้อยลง เป็นบวกกับภาพตลาดโดยรวม
- การเมืองไทย: การหาเสียงเลือกตั้งมีความเข้มข้นมากขึ้น นักการเมืองเริ่มลงพื้นที่ นโยบายหาเสียงเริ่มทยอยประกาศ ผลโพลคะแนนเสียงจะเริ่มมีให้เห็นในช่วงนี้ ติดตามฐานเสียงพรรคการเมืองหลัก ซึ่งจะเป็นตัวชี้ชะตาการเมืองไทยปีนี้
- การปฏิรูปภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): กระทรวงการคลังเตรียมเสนอที่ประชุม ครม. ปรับขึ้นภาษี VAT จาก 7% เป็น 8.5% เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง โดยมีแผนนำรายได้บางส่วนไปสนับสนุนกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
- Fund Flow: ปิดวานนี้ (5 ม.ค.) นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ ในตลาดหุ้นไทย 2,369 ล้านบาท (SET+MAI) ส่วนตลาดตราสารหนี้ ซื้อสุทธิ 929 ล้านบาท
- ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 31.33 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับตัวแข็งค่าจากช่วงเช้าที่เปิดตลาดระดับ 31.46 บาท/ดอลลาร์ โดยเคลื่อนไหวตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในเวเนซุเอลา
ปัจจัยต่างประเทศ
- ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์: สถานการณ์สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงเวเนซุเอลา (จับกุมประธานาธิบดีมาดูโร) ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเหนือ $4,420 (Safe Haven) ขณะที่จีนแสดงท่าทีคัดค้านการกระทำของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความต้องการครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งสร้างความกังวลในระดับนานาชาติ
- ราคาน้ำมันดิบ: ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำกว่า $60 และ $57 ตามลำดับ แม้จะมีเหตุการณ์ในเวเนซุเอลา แต่ตลาดกังวลเรื่องอุปทานส่วนเกิน (Supply Glut) มากกว่าการขาดแคลน ส่งผลลบต่อหุ้น PTTEP
- นโยบายการเงินสหรัฐฯ: Neel Kashkari ประธาน Fed สาขา Minneapolis ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ อาจอยู่ใกล้ระดับที่เป็นกลาง (Neutral) แล้ว ซึ่งลดแรงกดดันเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย
- เศรษฐกิจเวียดนาม: GDP ไตรมาส 4/68 ของเวียดนามเติบโต 8.46% สูงกว่าคาดการณ์ แสดงถึงความแข็งแกร่งของภาคการผลิตและการท่องเที่ยวในภูมิภาค
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event - การประชุม ครม.
- ความร้อนแรงของตลาดในวันแรกของสัปดาห์มักจะตามมาด้วยแรงขายทำกำไรในวันถัดไป หากดัชนียังยืนบวกได้แสดงว่าแรงซื้อยังแข็งแกร่ง ดาโอ แนะนำให้ Follow buy โดยเน้นจับจังหวะเก็งกำไรระยะสั้น (Trading)
- หลีกเลี่ยงหรือระมัดระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มน้ำมัน (PTTEP) ในช่วงสั้นจากราคาน้ำมันที่อ่อนตัว
•ติดตามหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก Fund Flow และหุ้น Tech/Electronics ที่มี Sentiment บวกจากต่างประเทศ
- หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ PTTEP ออก และนำ AOT เข้ามา หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย AOT(10%), BCH(10%), KBANK(10%), CRC(10%), CPALL(10%), TTB(10%), ADVANC(10%)
Technical : BAM, SPRC
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,270 แนวต้าน 1,290 ซึ่งคาดดัชนียังได้แรงหนุนจากแรงซื้อหุ้น Big Cap.กลุ่มอิเล็ก, ไอซีที, ขนส่ง และธนาคาร ซึ่งคาดมีโอกาสปรับขึ้นในช่วง Election Rally แนะนำทยอยซื้อกลุ่มปลอดภัย & ปันผลสูง เช่น ADVANC, SCB, TTB, AP / ท่องเที่ยว AOT, CENTEL, MINT, SHR ได้ปัจจัยหนุนในช่วง High Season
BAM* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 7.95 บาท) แนวโน้มผลประกอบการ 4Q68 เติบโต QoQ, YoY มีปัจจัยหนุนจากยอดจัดเก็บหนี้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล บวกกับการขาย NPA ที่ดีขึ้นตามการออกโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย เน้นปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าเองมากขึ้น ส่วนค่าใช้จ่ายในการสำรองหนี้จะลดลงสอดคล้องกับการชำระหนี้ของลูกค้า สำหรับปี 68 ตลาดคาดกำไร 2.2 พันล้านบาท โตราว +40%YoY มีความน่าสนใจจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ดีราว 7% และมี upside จากการซื้อหนี้ของ JVAMC และ Ari- AMC ที่ร่วมทุนกับออมสิน ตามมาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของรัฐบาลในโครงการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้"
AP* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 10.10 บาท) คาดกำไร 4Q68 จะเติบโตโดดเด่นทั้ง YoY และ QoQ จากยอดโอน Aspire วิภา-วิคตอรี่ 2.3 พันลบ. และ gross margin ที่คาดว่าจะดีขึ้นจากยอดขายคอนโดใหม่นอกจากนี้ใน 4Q68 จะมีการเปิดตัว 22 โครงการกว่า 2.4 หมื่นลบ.consensus คาดกำไรปี 68 ที่ 4,458ลบ. -14%YoYและคาดว่าปี 69 จะกลับมาฟื้นตัวที่4,999ลบ.ขยายตัว +12%YoY หลังผลกระทบแผ่นดินไหวผ่อนคลายลง กลับมาเติบโตจากฐานที่ต่ำในปี 68
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
