เปิดไส้ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แบ่งเงินไปไหน เพื่อใคร ใช้อย่างไร

รัฐบาลเดินหน้าใช้มาตรการการคลังครั้งใหญ่ ผ่าน “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน” วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงานโลก ความผันผวนในตะวันออกกลาง และต้นทุนค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง
แม้ตัวเลข “4 แสนล้านบาท” จะถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง แต่สิ่งที่หลายฝ่ายจับตาคือ เงินก้อนนี้จะถูกใช้ตรงไหน เพื่อใคร และจะสร้างผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปอย่างไร
รัฐบาลยืนยันว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ถูกออกแบบให้ทำงานควบคู่กัน 2 ด้าน คือ ประคองกำลังซื้อของประชาชนในช่วงต้นทุนสูง และเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เกิดขึ้นเพราะอะไร
กระทรวงการคลังชี้แจงว่า สถานการณ์พลังงานโลกในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานปรับตัวผันผวนอย่างรวดเร็ว
เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพก็เพิ่มขึ้นตาม ส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชนและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME
รัฐบาลจึงเลือกใช้ “พ.ร.ก.” เพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการได้รวดเร็ว และรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจได้ทันเวลา พร้อมยืนยันว่าการกู้เงินครั้งนี้ยังไม่ทำให้หนี้สาธารณะเกินกรอบ 70% ของ GDP
แบ่งเงิน 4 แสนล้านออกเป็น 2 ก้อนใหญ่
โครงสร้างหลักของ พ.ร.ก. แบ่งวงเงินออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน คือ
- 200,000 ล้านบาท สำหรับ “เยียวยาและลดภาระค่าครองชีพ”
- 200,000 ล้านบาท สำหรับ “เปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน”
แนวคิดหลักของรัฐบาล คือ ใช้งบส่วนหนึ่งลดแรงกระแทกในปัจจุบัน และอีกส่วนใช้ลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างต้นทุนพลังงานของประเทศในระยะยาว
เงินเยียวยา 2 แสนล้าน ใครได้บ้าง
วงเงินก้อนแรกถูกออกแบบมาเพื่อดูแล 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- ประชาชนกลุ่มเปราะบาง
- ประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพ
- ผู้ประกอบการและ SME
ไทยช่วยไทยพลัส หัวรถจักรมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
หนึ่งในมาตรการหลักคือ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ใช้แนวคิดคล้ายโครงการคนละครึ่ง โดยรัฐร่วมจ่ายประมาณ 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40%
เป้าหมายสำคัญคือกระตุ้นการใช้จ่ายจริงในระบบเศรษฐกิจ กระจายเม็ดเงินไปยังร้านค้ารายย่อยและธุรกิจท้องถิ่น
เบื้องต้นมีการประเมินว่าจะเปิดสิทธิประมาณ 30 ล้านสิทธิ และเริ่มลงทะเบียนช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ก่อนทยอยใช้จ่ายในเดือนถัดไป
เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 4 เดือน
อีกส่วนหนึ่งของงบเยียวยา จะใช้เติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้มีสิทธิประมาณ 13.4 ล้านคน
กรอบเบื้องต้นคือ
คนละ 1,000 บาทต่อเดือน
ต่อเนื่อง 4 เดือน
รวมคนละ 4,000 บาท
รูปแบบดังกล่าวถูกออกแบบให้ช่วยประคองกำลังซื้อรายเดือน และลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพในช่วงที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง
SME และภาคธุรกิจ ได้อะไรจากงบก้อนนี้
รัฐบาลกันวงเงินบางส่วนไว้ช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ โดยเฉพาะ
- ภาคขนส่ง
- ภาคการผลิต
- ธุรกิจใช้พลังงานเข้มข้น
มาตรการที่อยู่ระหว่างออกแบบมีทั้งการลดภาระต้นทุน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมาตรการช่วยเสริมสภาพคล่อง เพื่อรักษาการจ้างงานและการดำเนินธุรกิจ
อีก 2 แสนล้าน ใช้เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย
นอกจากการเยียวยา รัฐบาลยังจัดงบอีกครึ่งหนึ่งไว้สำหรับ “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน” ซึ่งถือเป็นแกนสำคัญในระยะยาว
เป้าหมายหลักคือ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่มีความผันผวนสูง และเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบเศรษฐกิจไทย
เร่ง EV – โซลาร์ – โครงสร้างไฟฟ้าใหม่
กรอบเบื้องต้นของโครงการในหมวดนี้ ประกอบด้วย
- สนับสนุนพลังงานสะอาด
เช่น การลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า ระบบรองรับพลังงานหมุนเวียน และการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า เพื่อช่วยลดต้นทุนระยะยาว
- ส่งเสริมรถ EV และโซลาร์รูฟท็อป
รัฐบาลเตรียมใช้มาตรการจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ช่วยภาคอุตสาหกรรมลดใช้พลังงานฟอสซิล
อีกส่วนหนึ่งจะใช้สนับสนุนธุรกิจในการลงทุนเครื่องจักรประหยัดพลังงาน เทคโนโลยีสะอาด และระบบลดการใช้พลังงาน เพื่อช่วยลดต้นทุนระยะยาวและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
ใครคุมการใช้เงิน 4 แสนล้าน
รัฐบาลตั้ง “คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้” โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน และมีหน่วยงานเศรษฐกิจร่วมพิจารณาโครงการต่าง ๆ
ทุกโครงการที่จะใช้เงินจาก พ.ร.ก. ต้องผ่านหลักเกณฑ์ “5T” ได้แก่
- Targeting ตรงกลุ่มเป้าหมาย
- Timely ทันเวลา
- Temporary ไม่สร้างภาระถาวร
- Transparency โปร่งใส
- Trackable ตรวจสอบและติดตามผลได้
ใช้เงินได้ถึงเมื่อไหร่
กรอบเวลาของ พ.ร.ก. กำหนดว่า
- โครงการต้องผ่านการกลั่นกรองภายใน 30 กันยายน 2569
- สามารถเบิกจ่ายได้ถึง 30 กันยายน 2570
นั่นหมายความว่า หน่วยงานรัฐมีเวลาจำกัดในการออกแบบและเสนอแผนงาน ขณะที่คุณภาพของโครงการจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าเงินกู้ก้อนนี้จะช่วยเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด
จับตาคุณภาพโครงการ หลังเปิดแผนใช้เงินกู้
แม้รัฐบาลจะย้ำว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เป็นมาตรการจำเป็นเพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่หลายฝ่ายติดตามต่อจากนี้ คือประสิทธิภาพของการใช้จ่ายและความรวดเร็วในการผลักดันโครงการ
เพราะท้ายที่สุด ผลลัพธ์ของเงินกู้ก้อนนี้จะขึ้นอยู่กับว่าเม็ดเงินสามารถลงไปถึงประชาชน ธุรกิจ และโครงการที่ช่วยลดต้นทุนเศรษฐกิจไทยได้จริงมากน้อยแค่ไหน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
