ไทย–กัมพูชา เริ่มบทใหม่บนโต๊ะเจรจา “เซบู”

การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญของความพยายามคลี่คลายสถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา หลังผู้นำทั้งสองประเทศได้เข้าร่วมหารือสามฝ่ายร่วมกับประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน เพื่อเปิดพื้นที่พูดคุยบนพื้นฐานของสันติภาพและความร่วมมือในภูมิภาค
เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงเมืองเซบู โดยมีนางดีตา อังการา-มาทาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ และผู้ว่าราชการจังหวัดเซบู ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการ ก่อนเข้าสู่ภารกิจสำคัญในการหารือสามฝ่ายระหว่างไทย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ในช่วงค่ำวันเดียวกัน
การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นจากการประสานงานของฝ่ายฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งต้องการเปิดพื้นที่ให้ทั้งไทยและกัมพูชาได้พูดคุยกันโดยตรง ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดจากประเด็นชายแดนทั้งทางบกและทางทะเลที่ยืดเยื้อมายาวนาน
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การหารือไม่ได้มีลักษณะของการแทรกแซงจากภายนอก แต่เป็นการอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองประเทศสามารถพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา พร้อมย้ำว่าฝ่ายไทยให้ความสำคัญกับการสร้าง “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ระหว่างกันอีกครั้ง
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญของฝ่ายไทย คือ การหลีกเลี่ยง “สงครามวาจา” หรือการกล่าวหากันบนเวทีระหว่างประเทศ เพราะมองว่าจะไม่เป็นผลดีต่อบรรยากาศการเจรจาในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องในการฟื้นความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะปัญหาสแกมเมอร์และแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ผ่านกลไกความร่วมมือของหน่วยงานตำรวจที่มีอยู่เดิม รวมถึงสนับสนุนการติดต่อระดับประชาชนผ่านสมาคมมิตรภาพไทย–กัมพูชา เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในระดับสังคมควบคู่ไปด้วย
อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือ การเตรียมเดินหน้าหารือระหว่างนายสีหศักดิ์ กับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา เพื่อกำหนดกรอบมาตรการสร้างความเชื่อมั่นร่วมกัน รวมถึงการพิจารณาส่งอุปทูตกลับไปประจำการในสถานทูตของแต่ละฝ่าย ซึ่งยังต้องผ่านกระบวนการตามขั้นตอนทางการทูต
ในประเด็นเขตแดนทางทะเล ฝ่ายไทยได้ชี้แจงเหตุผลของการยกเลิก MOU 2544 โดยระบุว่า ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา การดำเนินการภายใต้กรอบดังกล่าวไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม จึงเห็นว่าควรเดินหน้าภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคีร่วมกัน
ด้านนายกรัฐมนตรี ยืนยันภายหลังการหารือว่า ไทยยังคงยึดมั่นในแนวทางสันติภาพ ควบคู่กับการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มที่ พร้อมระบุว่า ตลอดช่วงกว่า 5 เดือนที่ผ่านมา ไม่ปรากฏเหตุการณ์ความรุนแรงตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกของการรักษาเสถียรภาพร่วมกัน
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า การหารือครั้งนี้ยังไม่มีข้อยุติเกี่ยวกับการกำหนดเขตแดนหรือการเปิดพรมแดน แต่เป็นการเริ่มต้นกระบวนการพูดคุยในระดับปฏิบัติการ ผ่านกลไกต่าง ๆ ทั้ง JBC และ GBC รวมถึงการหารือระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ เพื่อค่อย ๆ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
อีกประเด็นสำคัญที่ไทยย้ำต่อที่ประชุม คือ ปัญหาระหว่างรัฐบาลไม่ควรถูกขยายไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประชาชน โดยขอให้ทั้งสองฝ่ายดูแลความปลอดภัยของประชาชนไทยในกัมพูชา และประชาชนกัมพูชาในไทย ไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติหรือความเกลียดชัง
การหารือที่เมืองเซบูครั้งนี้ แม้ยังไม่มีข้อสรุปในประเด็นสำคัญด้านเขตแดน แต่ถือเป็นสัญญาณของการกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ภายใต้บทบาทของอาเซียนที่พยายามรักษาบรรยากาศแห่งสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ท่ามกลางความคาดหวังว่าความร่วมมือที่ค่อย ๆ ถูกฟื้นขึ้น จะช่วยลดความตึงเครียดและเปิดทางไปสู่ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพมากขึ้นในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
