ไขปริศนาภูมิคุ้มกัน ทำไม? "ไวรัสฮันตา" ถึงทำร้ายหนูไม่ได้ แต่เป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana เกี่ยวกับ ไวรัสฮันตา โดยระบุว่า
ทำไมหนูพาหะไม่ป่วยจากไวรัสฮันตา แต่มนุษย์กลับอันตรายถึงชีวิต
ในขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสฮันตายังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลายคนอาจเกิดคำถามว่าทำไมสัตว์พาหะอย่างหนูถึงสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่มีอาการป่วยใดๆ ในขณะที่คนอย่างเราๆเมื่อได้รับเชื้อกลับมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต
คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในกลไกวิวัฒนาการทางธรรมชาติที่นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาและรวบรวมไว้ ซึ่งช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้เราเข้าใจและรับมือกับสถานการณ์ไวรัสฮันตาที่กำลังเกิดขึ้นได้ดีขึ้น
ความลับของเรื่องนี้อยู่ที่ระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์ฟันแทะที่เป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ เมื่อหนูได้รับเชื้อไวรัสฮันตา ร่างกายของมันไม่ได้พยายามต่อสู้หรือทำลายไวรัสอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนกับร่างกายคนเรา แต่พวกมันมีวิวัฒนาการที่เลือกใช้วิธีประนีประนอม
นักวิจัยพบว่าหนูมีเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดพิเศษที่คอยทำหน้าที่ควบคุมไม่ให้เกิดการอักเสบ เซลล์เหล่านี้จะส่งสัญญาณบอกระบบภูมิคุ้มกันว่าไม่ต้องตอบสนองต่อไวรัสฮันตา ทำให้ไวรัสสามารถอาศัยและเพิ่มจำนวนอยู่ในหลอดเลือดของหนูได้ตลอดชีวิตโดยไม่ทำลายเซลล์ของโฮสต์ กลยุทธ์การอยู่ร่วมกันอย่างสันตินี้ทำให้หนูไม่แสดงอาการป่วยใดๆ ออกมาเลย
ในทางกลับกัน เมื่อไวรัสฮันตากระโดดข้ามสายพันธุ์มาสู่มนุษย์ผ่านการสูดดมละอองฝุ่นที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของหนู ระบบภูมิคุ้มกันของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รู้จักการประนีประนอมกับเชื้อโรคชนิดนี้ ร่างกายมนุษย์จะตอบสนองอย่างรุนแรงเพื่อพยายามกำจัดไวรัสให้สิ้นซาก การต่อสู้ที่ดุเดือดนี้เองที่ทำให้เกิดภาวะอักเสบอย่างหนัก นำไปสู่ภาวะหลอดเลือดรั่ว เกล็ดเลือดต่ำ และอาการรุนแรงในระบบทางเดินหายใจหรือไต
ดังนั้นความรุนแรงของโรคที่เรากำลังเผชิญอยู่จึงไม่ได้เกิดจากตัวไวรัสทำลายเซลล์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของเราทำงานหนักเกินไปจนส่งผลกระทบต่อร่างกายตัวเอง
เมื่อมองย้อนกลับมาที่คำถามว่าทำไมเราถึงพบความเสี่ยงของการแพร่ระบาดบ่อยขึ้นในช่วงเวลานี้ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวไวรัสมีความเก่งกาจขึ้น แต่อยู่ที่พฤติกรรมของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม การขยายตัวของเมือง การบุกรุกพื้นที่ธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ล้วนเป็นปัจจัยที่บีบบังคับให้สัตว์ป่าและมนุษย์ต้องเข้ามาใช้พื้นที่ทับซ้อนกันมากขึ้น
เมื่อเราเข้าไปใกล้ชิดกับถิ่นที่อยู่ของสัตว์พาหะ โอกาสที่จะเกิดการแพร่กระจายเชื้อจากสัตว์สู่คนจึงเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย สถานการณ์ของฮันตาในปัจจุบันจึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เพื่อป้องกันและรับมือกับสถานการณ์ในระยะยาว วงการวิทยาศาสตร์กำลังนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอเข้ามาเป็นผู้ช่วยสำคัญ เอไอสามารถวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ทั้งสภาพอากาศ การใช้ที่ดิน และรูปแบบการกระจายตัวของประชากรสัตว์พาหะ เพื่อคาดการณ์ล่วงหน้าว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแพร่ระบาด นอกจากนี้เทคโนโลยียังช่วยลดระยะเวลาในการค้นหายาต้านไวรัสชนิดใหม่ๆ ได้อย่างมาก
การผสานเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ากับแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรารู้เท่าทันและสามารถควบคุมสถานการณ์โรคระบาดจากสัตว์สู่คนได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
