รีเซต

IEA เตือนอุปสงค์ "น้ำมัน" ทรุดหนักสุด นับตั้งแต่ยุคโควิด 19 คาดความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก ลดลง 80,000 บาร์เรลต่อวัน

IEA เตือนอุปสงค์ "น้ำมัน" ทรุดหนักสุด นับตั้งแต่ยุคโควิด 19 คาดความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก ลดลง 80,000 บาร์เรลต่อวัน
TNN ช่อง16
15 เมษายน 2569 ( 10:49 )

สงครามพลังงานเริ่มสะเทือน "เศรษฐกิจโลก" ดันตลาดน้ำมันเข้าสู่ภาวะตึงตัวรุนแรง


IEA หรือ International Energy Agency ออกคำเตือนถึงวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2569 จะลดลงเฉลี่ย 80,000 บาร์เรล/วัน จากเดิมที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 730,000 บาร์เรล/วัน


IEA ระบุว่า ความต้องการใช้น้ำมันจะลดลงมากถึง 1.5 ล้านบาร์เรล/วันในไตรมาส 2 ของปีนี้ ซึ่งถือเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19 (COVID-19) และเมื่อภาวะขาดแคลนน้ำมันและราคาที่สูงขึ้นยังคงดำเนินต่อไป ปรากฏการณ์ “การทำลายอุปสงค์” (demand destruction) มีแนวโน้มที่จะลุกลามออกไป


รายงานยังระบุว่า อุปทานน้ำมันทั่วโลกลดลงมากถึง 10.1 ล้านบาร์เรล/วัน อยู่ที่ 97 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนมี.ค. โดยมีสาเหตุหลักจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง และอุปสรรคในการเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ Strait of Hormuz ซึ่งนำไปสู่การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์


ทั้งนี้ รายงานประจำเดือนเมษายน ของ IEA ระบุว่า การหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณการขนส่งลดลงจาก 20 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนกุมภาพันธ์ เหลือเพียง 3.8 ล้านบาร์เรล/วันในช่วงต้นเดือนเมษายน ส่งผลให้อุปทานน้ำมันทั่วโลกเผชิญภาวะชะงักงันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์


ภาวะตึงตัวดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันดิบในทะเลเหนือพุ่งแตะระดับ 130 ดอลลาร์/บาร์เรล แม้ว่าราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI จะอยู่ที่ประมาณ 96-98 ดอลลาร์/บาร์เรลในวันนี้ แต่ตลาดน้ำมันสำหรับการส่งมอบทันทีมีความตึงตัวอย่างมาก โดยราคาน้ำมันพร้อมส่งมอบทันทีซื้อขายสูงกว่าราคามาตรฐานถึง 20-30 ดอลลาร์


การประกาศหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้เพียงเล็กน้อย โดย IEA ระบุว่า ยังคงมีความไม่ชัดเจนว่าการหยุดยิงชั่วคราวนี้จะนำไปสู่สันติภาพระยะยาว และทำให้การขนส่งน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติหรือไม่ ขณะเดียวกัน การปิดล้อมของสหรัฐฯต่อเรือที่เข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่านก็เพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น


IEA เตือนว่า หากไม่มีการบรรลุข้อตกลงถาวรผ่านการเจรจา โลกอาจต้องเผชิญกับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะทำให้ตลาดพลังงานเผชิญภาวะชะงักงันที่รุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้


ผลกระทบของสงครามสะท้อนชัดจากข้อมูลการผลิตของโอเปคพลัส (OPEC+) ซึ่งลดลงอย่างหนักจากความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน โดยในเดือนมีนาคม กลุ่มโอเปกพลัสมีการผลิตลดลง 9.4 ล้านบาร์เรล/วันเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า


ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของกลุ่ม มีการผลิตลดลงจาก 10.4 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนกุมภาพันธ์ เหลือ 7.25 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนมีนาคม ขณะที่อิรักลดลงจาก 4.57 ล้านบาร์เรล/วัน เหลือเพียง 1.57 ล้านบาร์เรล/วัน หรือหายไปเกือบ 2 ใน 3 ของกำลังการผลิต


คูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็มีการผลิตลดลงอย่างมากเช่นกัน โดยคูเวตลดลงเหลือ 1.19 ล้านบาร์เรล/วัน จาก 2.54 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนกุมภาพันธ์ แม้จะมีการเปลี่ยนเส้นทางส่งออกบางส่วนไปยังชายฝั่งตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย หรือผ่านท่อส่ง ITP ไปยังตุรกี แต่สามารถเพิ่มปริมาณขนส่งได้เพียง 7.2 ล้านบาร์เรล/วัน



นอกจากนี้ IEA เตือนว่า การขาดแคลนน้ำมันดิบได้ก่อให้เกิด “การทำลายอุปสงค์” โดยเฉพาะในภาคปิโตรเคมีและการบิน โดยคาดว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะลดลงอีก 2.3 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนเมษายน


การลดลงดังกล่าวนำโดยผู้ผลิตปิโตรเคมีในเอเชียที่ต้องลดกำลังการผลิตจากการขาดแคลนน้ำมันดิบ ขณะเดียวกัน การยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากในยุโรปและเอเชีย ส่งผลให้การใช้น้ำมันอากาศยานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ


ขณะเดียวกัน โรงกลั่นน้ำมันทั่วโลกยังต้องเผชิญต้นทุนที่สูงเป็นประวัติการณ์ แม้ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้ง โดยคาดว่าปริมาณการกลั่นจะลดลงเฉลี่ย 1 ล้านบาร์เรล/วันตลอดปี 2569


สำหรับในสิงคโปร์ราคาน้ำมันกลุ่ม middle distillates พุ่งทำสถิติสูงสุดทะลุ 290 ดอลลาร์/บาร์เรล สะท้อนความต้องการเร่งด่วนของโรงกลั่นในการจัดหาผลิตภัณฑ์น้ำมัน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง