‘โกลเบล็ก’ มองหุ้นไทยผันผวนขาลง เหตุไร้ปัจจัยบวกใหม่ช่วยหนุน ให้กรอบเคลื่อนไหว 1,270-1,330 จุด

‘โกลเบล็ก’ มองหุ้นไทยผันผวนขาลง เหตุไร้ปัจจัยบวกใหม่ช่วยหนุน ให้กรอบเคลื่อนไหว 1,270-1,330 จุด
มติชน
10 กันยายน 2563 ( 10:35 )
26
‘โกลเบล็ก’ มองหุ้นไทยผันผวนขาลง เหตุไร้ปัจจัยบวกใหม่ช่วยหนุน ให้กรอบเคลื่อนไหว 1,270-1,330 จุด

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบต่อเนื่อง 2 วัน จึงประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยทั้งสัปดาห์นี้ จะแกว่งตัวผันผวนไซด์เวย์ขาลง ในกรอบการเคลื่อนไหวระดับ 1,270-1,330 จุด ซึ่งหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบให้มีการจ้างงาน นิสิต นักศึกษา ผู้จบการศึกษาใหม่ ปวช. และปวส. จำนวน 2.6 แสนตำแหน่ง พร้อมทั้งมีมติเห็นชอบ โครงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมล้านนา วงเงิน 48 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นรายได้ให้กับผู้ประกอบการ และเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมองว่าจะเป็นปัจจัยที่สามารถช่วยเยียวยาเศรษฐกิจภาพรวมได้ในระดับหนึ่ง รวมถึงมีแรงสนับสนุนจากปัจจัยต่างประเทศร่วมด้วย ได้แก่ การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะใช้เครื่องมือใหม่ที่เรียกว่า เป้าหมายเงินเฟ้อเฉลี่ย เพื่อสนับสนุนตลาดแรงงานและเศรษฐกิจสหรัฐ แต่นักลงทุนยังวิตกกังวลการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศเพื่อนบ้านรอบไทย ว่าอาจมีการลักลอบเข้าไทย และอาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดระลอก 2 ได้ รวมทั้งความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีน ที่อาจกลับมาอีกหลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ประกาศว่า จะลดระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน และขู่ว่าจะใช้มาตรการลงโทษของสหรัฐที่ไปสร้างงานในต่างประเทศ จึงทำให้ตลาดมีปัจจัยเสี่ยง ที่รบกวนการปรับระดับขึ้นต่อเนื่อง

 

“แม้สหรัฐขะเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก โดยเห็นได้จากการที่สหรัฐเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ปรับเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 1.255 ล้านตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานลดลงแตะ 8.4% ในเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ส่งผลให้ ประธานาธิบดีสหรัฐประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะสามารถฟื้นตัวได้ในปี 2564 และคาดว่าจะมีการอนุมัติวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในเดือนตุลาคมนี้ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤษภาคมนี้ แต่ดัชนีหุ้นไทยยังปรับลดลงต่อเนื่อง สะท้อนได้ว่า ตลาดไม่ได้ตอบรับปัจจัยเชิงบวกเหล่านี้มากนัก” นางสาววิลาสินี กล่าว

 

นางสาววิลาสินี กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้เลือกลงทุยในหุ้นที่ได้ประโยชน์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในการเพิ่มการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ ได้แก่ CPALL MAKRO TNP CPN CRC ERW CENTEL และ MINT รวมทั้งเก็บหุ้นที่ได้ประโยชน์จากกระแสข่าวเตรียมออกจำหน่ายไอโฟน 12 ในเดือนตุลาคมนี้ ได้แก่ COM7 SPVI CPW SYNEX และ JMART

 

ด้านนายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ภาพรวมของการลงทุนในทองคำ จากความผันผวนของราคาทองคำ แนะนำให้หาจังหวะขายเมื่อราคาปรับตัวขึ้น เนื่องจากทองคำปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ตอบรับกระแสข่าวเชิงลบที่ออกมา ทำให้มีความกังวลเพิ่มขึ้นถึงการจบรอบราคาทองคำขาขึ้น จึงแนะนำให้ลดสถานะและขายออกเมื่อราคาปรับตัวขึ้น โดยคาดกรอบราคาทองคำสปอตในสัปดาห์นี้ จะอยู่ที่ระดับ 1,900-1,950 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งต้องยอมรับว่า ราคาทองคำโลก ในเดือนสิงหาคมปรับตัวลง 7.50 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยระหว่างเดือนปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 2,074 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยได้แรงหนุนจากสหรัฐใกล้จะบรรลุข้อตกลงมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจครั้งใหม่ ซึ่งมีวงเงิน 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และจะเน้นช่วยเหลือเด็กให้กลับมาเรียนในโรงเรียนอีกครั้ง รวมถึงช่วยเหลือพนักงานกลับมาทำงาน อีกทั้งปกป้องบริษัทเอกชนไม่ให้ถูกฟ้องร้องทางกฎหมายเกี่ยวกับหนี้สิน

 

“แม้มีการปรับขึ้น แต่ก็ถูกขายทำกำไรกว่า 130 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ภายในวันเดียว หลังผู้นำรัสเซีย ประกาศว่า รัสเซียเป็นประเทศแรกของโลกที่มีการจดทะเบียนวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ซึ่งวัคซีนนี้ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบแล้ว รวมถึงผลการประชุมเฟดที่มีการเปลี่ยนจากการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อตายตัวที่ 2% เป็นเป้าหมายเงินเฟ้อเฉลี่ย ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยไม่มีการกล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ทำให้นักลงทุนผิดหวังและเทขายทำกำไรทองคำออกมาต่อเนื่อง ซึ่งจะกดดันการปรับขึ้นของราคาทองคำต่อไป” นายณัฐวุฒิ กล่าว

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง