รีเซต

คนใช้รถต้องรู้ ทำไม "รถญี่ปุ่น" อาจจะราคาแพงขึ้น? เมื่อสงครามทำโรงงานสะดุดทั้งระบบ

คนใช้รถต้องรู้ ทำไม "รถญี่ปุ่น" อาจจะราคาแพงขึ้น? เมื่อสงครามทำโรงงานสะดุดทั้งระบบ
TNN ช่อง16
20 เมษายน 2569 ( 08:00 )
17

วิกฤตรถญี่ปุ่นมาแล้ว? โรงงานสะเทือน-ส่งออกสะดุด


ค่ายรถญี่ปุ่นกำลังเผชิญศึกหนักอีกครั้ง? แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แรงกดดันจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ หากเป็นแรงกระแทกจาก “สงคราม” ในตะวันออกกลาง ที่กำลังดันต้นทุนทุกอย่างให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกชิ้นส่วน ทุกขั้นตอนการผลิต ล้วนได้รับผลกระทบ และกำลังสะเทือนไปทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์โลก คำถามสำคัญคือ เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ทางออกจะอยู่ตรงไหน


สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงข่าวสงครามที่ดูไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่กระทบแค่ราคาน้ำมันและพลังงาน วันนี้ผลกระทบได้ลุกลามมาถึง “รถยนต์” ซึ่งเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคทั่วโลกใช้งานในชีวิตประจำวัน ญี่ปุ่นซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลก กำลังเผชิญมรสุมครั้งใหญ่ โรงงานและสายการผลิตต้องรับแรงกดดันจากปัญหาวัตถุดิบที่ทั้งตึงตัวและมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


หัวใจสำคัญของปัญหานี้อยู่ที่วัตถุดิบที่เรียกว่า “แนฟทา” ซึ่งเป็นสารตั้งต้นหลักในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี แม้คนทั่วไปอาจไม่คุ้นชื่อ แต่ในโลกอุตสาหกรรม แนฟทาถือเป็น “ต้นน้ำของทุกอย่าง” เพราะถูกนำไปใช้ผลิตเอทิลีน พลาสติก ยางสังเคราะห์ และชิ้นส่วนรถยนต์จำนวนมาก กล่าวได้ว่ารถยนต์หนึ่งคันจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาดวัตถุดิบชนิดนี้ ดังนั้นเมื่อแนฟทาเริ่มขาดแคลน ก็เท่ากับว่าทั้งระบบการผลิตกำลังสั่นคลอน


หลักฐานที่สะท้อนสถานการณ์นี้อย่างชัดเจนคือ ตัวเลขการนำเข้าแนฟทาของญี่ปุ่นที่ลดลงอย่างรุนแรง ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์การค้า Kpler ระบุว่า การนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมรวมถึงแนฟทา ลดลงถึง 30% ในเดือนมีนาคมเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า การหายไปในระดับนี้ไม่ใช่เพียงแค่การสะดุดชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณของ “การขาดแคลนเชิงโครงสร้าง”




"สงคราม" สะเทือน การผลิตรถแต่ละคัน อย่างไร?


ในยุคปัจจุบัน รถยนต์ไม่ได้ประกอบด้วยเหล็กเพียงอย่างเดียว แต่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนพลาสติกจำนวนมาก ตั้งแต่แผงหน้าปัด กันชน ระบบสายไฟ ไปจนถึงอุปกรณ์ภายในต่างๆ เมื่อวัตถุดิบต้นน้ำอย่างแนฟทาหายไป สายการผลิตปลายน้ำก็ย่อมไม่สามารถเดินต่อได้ตามปกติ


นอกจากพลาสติกแล้ว อีกหนึ่งจุดที่ได้รับผลกระทบหนักไม่แพ้กันคือ “ยางรถยนต์” ซึ่งกำลังเผชิญกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นจากราคาของบิวทาไดอีนและยางสังเคราะห์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากรถยนต์ทุกคันจำเป็นต้องใช้ยาง จึงไม่สามารถตัดต้นทุนส่วนนี้ออกได้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงชัดเจน คือ ราคายางที่สูงขึ้น และกำลังจะถูกส่งต่อไปยังราคาขายรถยนต์ในที่สุด


ถัง จิน นักวิจัยอาวุโสจากธนาคารมิซูโฮของญี่ปุ่น ให้ความเห็นว่า ความตึงเครียดที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น โดยปริมาณแนฟทาที่ลดลงกำลังผลักดันให้ราคาชิ้นส่วนและยางรถยนต์สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่ม กำไรของผู้ผลิตลดลง และความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกถูกบั่นทอนลงอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาระยะสั้น แต่เป็นโจทย์ใหญ่ระดับโครงสร้างของอุตสาหกรรม


อีกหนึ่งแรงกระแทกสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกันคือ “ตลาดส่งออก” โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นตลาดหลักของรถยนต์ญี่ปุ่น เมื่อภูมิภาคนี้เข้าสู่ภาวะไม่ปกติ ทั้งจากความขัดแย้งและปัญหาการขนส่ง ทำให้เกิดความล่าช้าในการส่งมอบสินค้า รวมถึงการยกเลิกคำสั่งซื้อ ส่งผลให้แผนการผลิตของผู้ผลิตรถยนต์ต้องสะดุด และบางส่วนถึงขั้นหยุดชะงัก


สถานการณ์เริ่มเห็นชัดในระดับบริษัท เช่น Toyota Motor ที่เตรียมลดกำลังการผลิตรถสำหรับส่งออกไปตะวันออกกลางลง 24,000 คันในเดือนเมษายน ขณะที่ Nissan Motor ขยายเวลาการลดกำลังการผลิตออกไป และ Mazda Motor ถึงขั้นระงับการผลิตรถเพื่อส่งออกไปยังภูมิภาคดังกล่าวจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม ส่วน Subaru ก็ได้ระงับการส่งออกไปตะวันออกกลางแล้วเช่นกัน



จากรถญี่ปุ่น ถึง "ไทย" เสี่ยงแค่ไหน?


คำถามสำคัญคือ เรื่องนี้กระทบญี่ปุ่นแล้วเกี่ยวอะไรกับผู้บริโภคไทย คำตอบคือ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของรถยนต์ญี่ปุ่น และผู้บริโภคจำนวนมากใช้รถจากค่ายญี่ปุ่น ดังนั้นเมื่อ “ต้นทาง” มีต้นทุนสูงขึ้น “ปลายทาง” ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบ


สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือผลกระทบที่ค่อยๆ ไหลมาถึงผู้บริโภคทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นราคารถใหม่ที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุน หรือระยะเวลาการรอรถและอะไหล่ที่นานขึ้น เนื่องจากกำลังการผลิตของโรงงานแม่ในญี่ปุ่นลดลง ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด


ในอีกด้านหนึ่ง วิกฤตน้ำมันที่ราคาพุ่งสูงขึ้นกลับกลายเป็นแรงเร่งให้ผู้บริโภคหันไปสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ภาพนี้สะท้อนชัดจากงาน Bangkok International Motor Show 2026 ที่กระแสรถยนต์ไฟฟ้ามาแรงอย่างมาก โดยค่ายรถจากจีนอย่าง BYD มียอดจองสูงสุดกว่า 17,000 คัน แซงหน้า Toyota ที่ทำได้กว่า 15,000 คัน ขณะที่แบรนด์จีนอื่นๆ เช่น Geely, Chery และ Changan Automobile ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้น และการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก


อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีสัญญาณบวกเมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พร้อมเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่สิ่งที่ต้องย้ำคือ นี่เป็นเพียง “การพักรบชั่วคราว” เท่านั้น ความเชื่อมั่นของตลาดยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ภาคขนส่งยังคงลังเล บริษัทประกันยังตั้งราคาสูง และที่สำคัญ ห่วงโซ่อุปทานได้ถูกกระทบไปแล้ว


ดังนั้นแม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายบางส่วน แต่การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยังต้องใช้เวลา และความเสี่ยงยังคงอยู่ในระบบ


ท้ายที่สุดแล้ว “การพักรบชั่วคราว” ไม่ได้หมายความว่าวิกฤตจบลง แต่หมายถึงความไม่แน่นอนยังคงดำเนินต่อไป อุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจประเทศ กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ และคำถามที่กำลังใกล้ตัวเรามากขึ้นคือ หากต้นทุนยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รถญี่ปุ่นจะปรับราคาสูงขึ้นอีกหรือไม่ และผู้บริโภคทั่วโลกจะต้องรับภาระนี้มากแค่ไหน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง