รู้จักโครงการ “เลิกเผา เป๋าตุง” เปลี่ยน “การเผา” เป็น “เงิน” โมเดลใหม่สู้ฝุ่น PM2.5!

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนืออาจไม่ได้มีคำตอบอยู่เพียงการห้ามเผาหรือการเพิ่มมาตรการควบคุม แต่กำลังมีความพยายามเปลี่ยน “เศษวัสดุทางการเกษตร” ที่เคยถูกเผาทิ้งให้กลายเป็นวัตถุดิบสร้างรายได้ ภายใต้โครงการ “เลิกเผา เป๋าตุง” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย PMUC Zero Burn to Earn
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. พร้อมด้วยนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่โรงเรียนภาษาจีนเล่าฟู อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ “การไม่เผา คุ้มค่ากว่าการเผา”
ศ.ดร.ยศชนันระบุว่า การแก้ปัญหา PM2.5 จำเป็นต้องเริ่มจากต้นเหตุ โดยสาเหตุของการเผาในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน ทั้งรูปแบบการเกษตร ต้นทุน และข้อจำกัดในการจัดการเศษวัสดุ ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันได้ทั่วประเทศ แต่ต้องออกแบบวิธีการให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่
แม้ในช่วงเดือนสิงหาคม คุณภาพอากาศของภาคเหนือยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยใช้ช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมเป็นช่วงทดลองและวางระบบ เพื่อให้โครงการสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ก่อนเข้าสู่ฤดูฝุ่นในช่วงปลายปี
แนวทางสำคัญของโครงการ คือการพิสูจน์ให้เกษตรกรเห็นว่าการเลิกเผาสามารถสร้างรายได้จริง ผ่านการนำเศษวัสดุทางการเกษตรเข้าสู่ระบบและเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจที่มีความต้องการวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง
การดำเนินงานในจังหวัดเชียงรายถือเป็นการต่อยอดจากโครงการนำร่องในจังหวัดเชียงใหม่เมื่อราว 2 เดือนก่อน โดยนำประสบการณ์และบทเรียนจากพื้นที่ต้นแบบมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของเชียงราย ก่อนพัฒนาเป็นโมเดลที่สามารถวัดผลและขยายไปยังพื้นที่อื่นในภาคเหนือ
กุญแจสำคัญของโมเดลนี้ คือการสร้างตลาดรับซื้อที่ชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร แทนที่จะเผาทิ้ง
ล่าสุด กระทรวง อว. ได้บูรณาการความร่วมมือระยะเวลา 1 ปี กับภาคเอกชน 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท สหโคเจน กรีน จำกัด, บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด, บริษัท อีพีซี พลังงานยั่งยืน จำกัด และบริษัท สยามวัฒนา จำกัด เพื่อรับซื้อเศษวัสดุทางการเกษตรรวม 40,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี
เศษวัสดุเหล่านี้จะถูกนำไปเพิ่มมูลค่าและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด เยื่อเชิงกล หรือ CTMP สำหรับใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ไบโอชาร์ รวมถึงฉนวนเส้นใย สะท้อนให้เห็นว่าเศษวัสดุที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้
ในช่วง 4 เดือนแรกของการดำเนินงานผ่าน 8 เส้นทางนำร่อง โครงการสามารถนำเศษวัสดุทางการเกษตรกลับคืนสู่ระบบได้แล้วกว่า 330,000 กิโลกรัม และช่วยลดการเกิดฝุ่น PM2.5 ได้ประมาณ 270 กิโลกรัม
แม้ตัวเลขการลดฝุ่นในระยะแรกอาจยังไม่สูงเมื่อเทียบกับขนาดของปัญหา PM2.5 ในภาคเหนือ แต่เป้าหมายสำคัญคือการพิสูจน์ว่าแนวคิดดังกล่าวสามารถนำไปใช้ได้จริง ก่อนขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่ในวงกว้างมากขึ้น
สำหรับเป้าหมายระยะยาว โครงการวางแผนขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือทั้งหมดภายใน 5 ปี ตั้งเป้านำเศษวัสดุทางการเกษตรเข้าสู่ระบบจำนวน 200,000 ตัน เพื่อนำไปผลิตพลังงานสะอาดและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 3,000 ล้านบาท และช่วยลดการเกิดฝุ่น PM2.5 สะสมได้ถึง 1.6 ล้านกิโลกรัม
สิ่งที่ทำให้โครงการ “เลิกเผา เป๋าตุง” น่าจับตา จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขปริมาณเศษวัสดุที่สามารถลดการเผาได้ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม จากการรณรงค์หรือบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว มาสู่การสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ
เพราะหากเกษตรกรสามารถมองเห็นรายได้ที่ชัดเจนจากเศษวัสดุที่เคยเผาทิ้ง การเปลี่ยนพฤติกรรมอาจเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนมากกว่าการขอความร่วมมือเพียงอย่างเดียว
จากนี้จนถึงช่วงฤดูฝุ่นปลายปี จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าโมเดล “เลิกเผา เป๋าตุง” จะสามารถเปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรให้กลายเป็นรายได้ พร้อมลดการเผาและบรรเทาปัญหา PM2.5 ได้มากน้อยเพียงใด ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
