รีเซต

ฝ่ามรสุมภูมิรัฐศาสตร์ บนโลกที่ผันผวนแต่โอกาสยังเปิดกว้าง

ฝ่ามรสุมภูมิรัฐศาสตร์ บนโลกที่ผันผวนแต่โอกาสยังเปิดกว้าง
TNN ช่อง16
2 พฤษภาคม 2569 ( 07:27 )

ฟีดข่าวที่ไหลอย่างรวดเร็วในโลกโซเชียลระยะนี้ ล้วนมาจากประเด็นสงครามและตลาดหุ้นที่ขึ้นลงรายวัน ผมเชื่อว่าสิ่งที่คุณจะสัมผัสได้คือ "ความกลัวและความไม่แน่นอน" ที่ปกคลุมไปทั่วตลาด ในฐานะผู้จัดการกองทุน ผมอยากชวนทุกท่านถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อมองภาพให้กว้างขึ้น ก่อนที่เราจะตัดสินใจทำอะไรกับพอร์ตโฟลิโอ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะประเด็นความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เราจำเป็นต้องมีสติและใช้ตรรกะให้มาก 

 

ลองมาเจาะลึกถึงแก่นแท้ของสภาวะตลาดในปัจจุบัน และวิเคราะห์ทิศทางของเม็ดเงินลงทุน (Fund Flow) เพื่อนำไปวางกลยุทธ์ในการรับมือกับความผันผวนด้วยวิถีของนักลงทุนระยะยาวที่ชาญฉลาดครับ

 

ตลาดการลงทุนถูกขับเคลื่อนด้วย "Noise" มากกว่า "ปัจจัยพื้นฐาน"

สิ่งแรกที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจคือ ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในสภาวะตลาดที่ปกติ แต่เป็นตลาดที่มีความอ่อนไหวต่อข่าวระยะสั้นสูงมาก ข่าวการเปิดหรือปิดช่องแคบฮอร์มุซเพียงข่าวเดียว สามารถกระชากราคาสินทรัพย์ให้แกว่งตัวเป็นหลักสิบเปอร์เซ็นต์ได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

 

หากเราย้อนดูสถิติในช่วงเวลาที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบมีการเคลื่อนไหวผันผวนรุนแรงมากกว่า 20% ในเวลาเพียงแค่ 2 สัปดาห์ สิ่งนี้คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ตลาดในระยะสั้นกำลังถูกครอบงำด้วย "เสียงรบกวน (Noise)" มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน (Fundamentals)

 

แต่ในโลกของการลงทุน เราต้องแยกให้ออกระหว่าง "เหตุการณ์รบกวนระยะสั้น" กับ "แนวโน้มการเติบโตระยะยาว" หากคุณพยายามจะจับจังหวะตลาด (Market Timing) ด้วยการเทรดตามพาดหัวข่าวรายชั่วโมง หรือตามข้อความบนโซเชียลมีเดียของผู้นำการเมืองอย่างประธานาธิบดีทรัมป์ ผมบอกได้เลยว่านั่นคือความเสี่ยงที่สูงมาก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เมื่อวันศุกร์มีข่าวเชิงบวกว่าจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันร่วงลงทันที 10% แต่วันอาทิตย์กลับมีข่าวสหรัฐฯ ยึดเรืออิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดกลับขึ้นมา 6.8% อย่างรวดเร็ว การทำกำไรจากความผันผวนระดับนี้ ต้องอาศัย "โชค" มากกว่า "ทักษะ"

 

แต่หากเรามองข้ามช็อตด้วยตรรกะทางเศรษฐกิจระยะยาว เราจะพบความจริงที่ว่า "ช่องแคบฮอร์มุซไม่มีทางถูกปิดตายถาวรได้" เพราะนี่คือเส้นเลือดใหญ่ของระบบพลังงานโลก สัญญาณการพยายามเปิดช่องแคบแม้เพียงช่วงสั้นๆ สะท้อนให้เห็นว่ามหาอำนาจทั้งสองฝ่ายต่างก็กำลังมองหาทางลง (Exit Strategy) ของตัวเอง ดังนั้น ภาพใหญ่ของปีนี้คือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงอยู่และกดดันตลาดเป็นระยะ แต่มันจะค่อยๆ คลี่คลายลงเป็นช่วงๆ 

 

สำหรับนักลงทุนที่มองการณ์ไกล ทุกครั้งที่ตลาดปรับฐานลงแรงเพราะข่าวร้าย นั่นคือ "โอกาสทอง" ในการเข้าสะสมสินทรัพย์ชั้นดีในราคาถูก

 


สแกนเรดาร์ตลาด: เม็ดเงินกำลังจะไหลไปที่ไหน?

เมื่อความตึงเครียดเริ่มเห็นสัญญาณการคลี่คลาย ทิศทางของกระแสเงินลงทุน (Fund Flow) จะเป็นตัวกำหนดผู้ชนะในรอบถัดไป

 

สถานีแรก: ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาและกลุ่มเทคโนโลยี หากสถานการณ์ดีขึ้น เม็ดเงินจะไหลกลับเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก และที่สำคัญคือบริษัทจดทะเบียนยังมีปัจจัยพื้นฐานและกำไรที่แข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม Technology และ AI ที่ยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตัวอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้คือผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026 ของ TSMC ที่ทำรายได้ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวันเป็นครั้งแรก เติบโตถึง 35% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ทะลุทุกเป้าหมายที่ตลาดคาดการณ์ไว้ นี่คือเครื่องยืนยันว่ากระดูกสันหลังของอุตสาหกรรม AI ยังคงแข็งแกร่ง

 

สถานีที่สอง: เอเชียและกลุ่มประเทศนำเข้าน้ำมัน (Oil Importer) หลังจากสหรัฐฯ เม็ดเงินจะไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะ กลุ่มประเทศที่นำเข้าน้ำมันสุทธิสูง เมื่อความเสี่ยงสงครามลดลงและราคาน้ำมันปรับตัวลง ประเทศอย่าง อินเดีย จะมีความโดดเด่นมาก เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตเร็วแต่ถูกกดดันด้วยเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน รวมไปถึง จีน และ เวียดนาม ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและมีระดับมูลค่า (Valuation) ที่ถูกและน่าสนใจมากในปัจจุบัน

 

กลุ่มอุตสาหกรรมที่เตรียมทะยาน (Sector Plays):

  1. Technology, AI & Semiconductors: หุ้นอย่าง TSMC หรือ ASML พิสูจน์แล้วว่าดีมานด์ AI ของแท้ การเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะช่วยปลดล็อกความกังวลเรื่องห่วงโซ่อุปทาน (เช่น การขนส่งก๊าซฮีเลียม) ทำให้กลุ่มนี้กลับมาเป็นผู้นำตลาด (Lead) ได้อีกครั้ง
  2. Reopening / Recovery Play: กลุ่มสายการบิน ท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ จะเป็นผู้ชนะแบบ "Double-Play" คือได้ประโยชน์สองเด้งจากการที่ต้นทุนน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ลดลง และเส้นทางการบินและการเดินเรือกลับมาเปิดใช้งานปกติ ซึ่งสถิติในอดีตบอกเราว่า หุ้นสายการบินมักจะพุ่งทะยานอย่างรุนแรงทันทีที่สถานการณ์คลี่คลาย
  3. กลุ่มที่ต้องระวัง (Neutral): คือกลุ่มพลังงานต้นน้ำ (Energy Upstream) แม้ช่วงนี้ราคาจะสูง แต่เมื่อสถานการณ์ผ่านจุดพีค ราคาน้ำมันจะเริ่มกลับสู่สภาวะปกติ (Normalize) จึงแนะนำให้เริ่มหมุนเงิน (Rotate) ออกจากกลุ่มพลังงานบางส่วนไปเข้ากลุ่ม Recovery ครับ

 

 

กลยุทธ์รับมือความผันผวน: คำแนะนำและพอร์ตฟอลิโอ Core & Satellite

ในฐานะนักลงทุน สิ่งที่อันตรายที่สุดคือการรอให้เมฆหมอกจางหายไปจนหมดก่อนแล้วค่อยลงทุน เพราะ "ตลาดมักจะฟื้นตัวก่อนที่ข่าวดีจะชัดเจนเสมอ" จังหวะที่ดีที่สุดในการลงทุนคือช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอน "กำลังทยอยลดลง" ผสานกับการมีวินัยในการลงทุนที่แข็งแกร่ง

ผมขอแนะนำการจัดพอร์ตฟอลิโอด้วยกลยุทธ์ Core & Satellite ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างผลตอบแทนและปกป้องความเสี่ยงในยุคนี้:

  • Core Portfolio (พอร์ตหลัก - ไม่น้อยกว่า 50%): เปรียบเสมือนป้อมปราการของพอร์ต ควรจัดสรรเงินอย่างน้อยครึ่งหนึ่งลงทุนกระจายไปทั่วโลกใน "สินทรัพย์คุณภาพสูง" เพื่อสร้างฐานที่มั่นคงแข็งแรง ป้องกันแรงกระแทกในกรณีที่เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) กลับมาปะทุอีกครั้ง
  • Satellite Portfolio (พอร์ตเสริม - สำหรับสร้าง Alpha):ใช้สำหรับเร่งผลตอบแทน โดยเน้นโฟกัสใน 3 ธีมหลัก ได้แก่:
    1. Long-term Growth: หุ้นกลุ่ม Technology และ AI ที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง
    2. Recovery Play: หุ้นกลุ่มสายการบิน ท่องเที่ยว และขนส่ง ที่รอจังหวะฟื้นตัว
    3. Selective Emerging Markets: เลือกลงทุนเจาะจงในประเทศที่มูลค่ายังถูก เช่น อินเดีย เวียดนาม และจีน

ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนรุนแรง การมีเงินสดสำรองสภาพคล่องบางส่วนไว้จะช่วยให้เรามีกระสุนในการเข้าซื้อตอนที่ตลาดเกิด Panic Sell และเหนือสิ่งอื่นใด การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA - Dollar Cost Averaging) อย่างมีวินัย คือเกราะป้องกันชั้นดีที่จะช่วยปกป้องพอร์ตของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ


กลยุทธ์การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA  ช่วยลดความเสี่ยงจาก "News Noise" (ข่าวรบกวนระยะสั้น) ได้ผ่านกลไกต่อไปนี้ครับ:

  1. ลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาดผิดพลาด (Market Timing): ตลาดในปัจจุบันมีความอ่อนไหวต่อข่าวระยะสั้นสูงมาก โดยไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก แต่เต็มไปด้วย News Noise การพยายามซื้อขายตามข่าวรายชั่วโมงหรือพาดหัวข่าวรายวันนั้นคาดการณ์ได้ยาก มีความเสี่ยงสูง และต้องใช้โชคมากกว่าทักษะฝีมือ การทยอยลงทุนแบบ DCA อย่างมีวินัยจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าซื้อหรือขายผิดจังหวะในสภาวะตลาดที่ผันผวนหนักได้
  2. ช่วยให้ไม่พลาดโอกาสตอนที่ตลาดฟื้นตัว: สถิติและพฤติกรรมของตลาดบ่งชี้ว่า "ตลาดมักจะฟื้นตัวก่อนที่ข่าวดีจะชัดเจนเสมอ" หากนักลงทุนตื่นตระหนกกับ News Noise และรอจนกว่าทุกอย่างจะชัดเจน อาจทำให้พลาดจังหวะที่ดีที่สุดไป การทำ DCA จึงเป็นการรักษาวินัยให้เรายังคงลงทุนในช่วงที่ความไม่แน่นอนกำลังค่อยๆ ลดลง
  3. พลิกวิกฤตข่าวร้ายให้เป็นโอกาสสะสมสินทรัพย์: ในมุมมองระยะยาว ทุกครั้งที่ตลาดปรับฐานลงแรงจากผลกระทบของข่าว นั่นคือโอกาสในการสะสมสินทรัพย์คุณภาพดีในราคาที่ถูกลง การใช้กลยุทธ์ DCA จะช่วยให้นักลงทุนสามารถสะสมสินทรัพย์ในจังหวะเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ใช้อารมณ์ตัดสิน
  4. ดึงสติกลับมาที่ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamentals): การใช้กลยุทธ์ DCA เป็นแกนหลัก จะช่วยให้นักลงทุนลดการให้น้ำหนักกับพาดหัวข่าวรายวัน (Headline) และกลับมาโฟกัสที่ปัจจัยพื้นฐาน รวมถึงแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียน (EPS) ได้ดีขึ้น ซึ่งในระยะยาวแล้ว ราคาหุ้นจะวิ่งตามกำไรของบริษัทเสมอ ไม่ใช่ตามข่าวลือระยะสั้น

ขอให้ทุกท่านลดการเสพข่าวที่สร้างความตื่นตระหนก และ กลับมาโฟกัสที่ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamentals) รวมถึงการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) เป็นหลัก เพราะไม่ว่าระหว่างทางข่าวสารจะวุ่นวายแค่ไหน แต่ในระยะยาวแล้ว... "ราคาหุ้นจะวิ่งตามกำไรของบริษัทเสมอ" ขอให้ทุกท่านมีวินัยและประสบความสำเร็จในการลงทุนครับ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง