ทลายเครือข่าย “บิ๊กจ๊อต” เปิดโปงแผนรูปแบบใหม่ หลอกหญิงไทยขนเฮโรอีน

จาก "หลอกรักออนไลน์" สู่ "ขนยาเสพติดข้ามชาติ"
เครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติยังคงปรับเปลี่ยนรูปแบบการก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่อาศัย "นักขนยา" หรือม้าเดินยา กลายเป็นการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะการตีสนิทหญิงไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนชักชวนหรือหลอกให้กลายเป็นผู้ลำเลียงยาเสพติดโดยไม่รู้ตัว หรือบางรายตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจนไม่สามารถถอนตัวได้
ปฏิบัติการล่าสุดของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จึงสะท้อนให้เห็นพัฒนาการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ไม่ได้อาศัยเพียงช่องโหว่ด้านชายแดน แต่ยังใช้ "ความไว้ใจ" ของเหยื่อเป็นอาวุธสำคัญในการขนส่งยาเสพติดข้ามประเทศ
เปิดปฏิบัติการไล่ล่าเครือข่าย "บิ๊กจ๊อต"
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดปฏิบัติการบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจปราบปราม ตำรวจปราบปรามการค้ามนุษย์ ตำรวจทางหลวง สำนักงาน ป.ป.ส. ศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) สืบสวนติดตามเครือข่ายค้ายาเสพติดที่มีหัวหน้าขบวนการเป็นชายชาวต่างชาติฉายา "บิ๊กจ๊อต"
ผลการปฏิบัติระหว่างวันที่ 18 พฤษภาคม - 1 กรกฎาคม 2569 สามารถทลายเครือข่ายได้ 6 คดี จับกุมผู้ต้องหา 13 คน ประกอบด้วย คนไทย 7 คน ชาวไนจีเรีย 5 คน และชาวโปแลนด์ 1 คน
พร้อมตรวจยึดของกลาง ได้แก่
- เฮโรอีน 110.413 กิโลกรัม
- โคเคน 22.2 กิโลกรัม
รวมยาเสพติดกว่า 132 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าภายในประเทศมากกว่า 400 ล้านบาท
ไล่จับต่อเนื่อง 6 คดี ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน
การสืบสวนของเจ้าหน้าที่นำไปสู่การจับกุมเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การจับกุมผู้ต้องหาชาวไทยและชาวไนจีเรีย พร้อมเฮโรอีน 66 กิโลกรัม เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ก่อนขยายผลจับกุมเครือข่ายเพิ่มเติมอีกหลายจุด
ต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมสมาชิกเครือข่ายที่ลำเลียงเฮโรอีนและโคเคนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงจับกุมชายชาวโปแลนด์ขณะเตรียมลักลอบนำเฮโรอีนออกนอกประเทศผ่านเที่ยวบินระหว่างประเทศ
ปฏิบัติการปิดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เมื่อเจ้าหน้าที่สกัดจับรถยนต์บริเวณด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมเฮโรอีนอีกกว่า 17 กิโลกรัม ส่งผลให้ยอดของกลางทั้งหมดพุ่งเกิน 132 กิโลกรัม
กลยุทธ์ใหม่ ใช้ "ความรัก" เป็นเครื่องมือค้ายา
ข้อมูลจากการสืบสวนพบว่า หัวใจสำคัญของเครือข่ายนี้ไม่ได้อยู่ที่การลักลอบขนยาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้าง "เหยื่อ"
ตำรวจระบุว่า หัวหน้าขบวนการซึ่งรู้จักกันในชื่อ "บิ๊กจ๊อต" ยังหลบหนีอยู่ต่างประเทศ และใช้เครือข่ายชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวแอฟริกัน ตีสนิทหญิงไทยผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ก่อนเดินทางเข้ามาพัฒนาความสัมพันธ์
บางกรณีมีการใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยา มีบุตรด้วยกัน เพื่อสร้างความไว้วางใจ ก่อนชักชวนหรือบังคับให้หญิงไทยเดินทางไปรับยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วลักลอบข้ามแม่น้ำโขงกลับเข้าสู่ประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ
หลังจากนั้น เครือข่ายจะนำรถยนต์มารับยาเสพติดเข้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งต่อให้สมาชิกชาวต่างชาติ และเตรียมส่งออกไปยังประเทศปลายทาง
พฤติกรรมดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับขบวนการ Romance Scam ที่ไม่ได้มุ่งเพียงหลอกโอนเงิน แต่พัฒนาไปสู่การใช้เหยื่อเป็นผู้ลำเลียงยาเสพติด ซึ่งสร้างความเสียหายร้ายแรงทั้งต่อผู้ตกเป็นเหยื่อและกระบวนการยุติธรรม
อำพรางยาแนบเนียน หลบเครื่องเอกซเรย์สนามบิน
อีกหนึ่งประเด็นที่เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญ คือรูปแบบการซุกซ่อนยาเสพติดที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
จากการตรวจค้นพบว่า เครือข่ายนำเฮโรอีนซุกซ่อนภายใน
- ถุงกาแฟ
- ถุงขนม
- ถุงอาหารสัตว์
- กล่องผ้าอเนกประสงค์
- กระดาษจัดทรงเสื้อเชิ้ต
การอำพรางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ รวมถึงผ่านระบบเอกซเรย์ในสนามบิน ก่อนส่งต่อไปยังประเทศปลายทาง
หากหลุดถึงออสเตรเลีย มูลค่าพุ่งเกิน 1,000 ล้านบาท
แม้ว่าของกลางที่ตรวจยึดได้ในประเทศไทยจะมีมูลค่ารวมประมาณ 400 ล้านบาท แต่ตำรวจประเมินว่า หากเฮโรอีนทั้งหมดสามารถลำเลียงถึงประเทศออสเตรเลียได้ ราคาจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณกิโลกรัมละ 10 ล้านบาท
ส่งผลให้มูลค่ารวมของเฮโรอีนล็อตนี้อาจสูงกว่า 1,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นผลตอบแทนมหาศาลที่ทำให้ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติยอมลงทุนสร้างเครือข่ายขนาดใหญ่ ใช้บุคคลหลายสัญชาติ และอาศัยประเทศไทยเป็นทั้งเส้นทางผ่าน จุดพัก และจุดกระจายยาเสพติด
เร่งล่าตัว "บิ๊กจ๊อต" ขยายผลถึงเครือข่ายต่างประเทศ
ผู้ต้องหาทั้ง 13 คน ถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ซึ่งมีโทษตั้งแต่จำคุก 5 ปี จนถึงจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษประหารชีวิต พร้อมโทษปรับสูงสุด 5 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลบหนีในต่างประเทศ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อติดตามจับกุมหัวหน้าขบวนการ "บิ๊กจ๊อต" มาดำเนินคดี
คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติไม่ได้อาศัยเพียงเส้นทางลักลอบหรือเทคนิคการซุกซ่อนยาเสพติดเท่านั้น แต่ยังใช้ช่องทางออนไลน์ ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว และความไว้วางใจของผู้คนเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายเครือข่าย การสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน โดยเฉพาะการรู้เท่าทันกลลวงบนโลกออนไลน์ จึงเป็นอีกแนวทางสำคัญในการสกัดวงจรค้ายาเสพติดข้ามชาติไม่ให้ขยายตัวต่อไป.
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
