รีเซต

ทลายเครือข่าย “บิ๊กจ๊อต” เปิดโปงแผนรูปแบบใหม่ หลอกหญิงไทยขนเฮโรอีน

ทลายเครือข่าย “บิ๊กจ๊อต” เปิดโปงแผนรูปแบบใหม่ หลอกหญิงไทยขนเฮโรอีน
TNN ช่อง16
4 กรกฎาคม 2569 ( 10:58 )
14

จาก "หลอกรักออนไลน์" สู่ "ขนยาเสพติดข้ามชาติ"

เครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติยังคงปรับเปลี่ยนรูปแบบการก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่อาศัย "นักขนยา" หรือม้าเดินยา กลายเป็นการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะการตีสนิทหญิงไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนชักชวนหรือหลอกให้กลายเป็นผู้ลำเลียงยาเสพติดโดยไม่รู้ตัว หรือบางรายตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจนไม่สามารถถอนตัวได้

ปฏิบัติการล่าสุดของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จึงสะท้อนให้เห็นพัฒนาการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ไม่ได้อาศัยเพียงช่องโหว่ด้านชายแดน แต่ยังใช้ "ความไว้ใจ" ของเหยื่อเป็นอาวุธสำคัญในการขนส่งยาเสพติดข้ามประเทศ

เปิดปฏิบัติการไล่ล่าเครือข่าย "บิ๊กจ๊อต"

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดปฏิบัติการบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจปราบปราม ตำรวจปราบปรามการค้ามนุษย์ ตำรวจทางหลวง สำนักงาน ป.ป.ส. ศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) สืบสวนติดตามเครือข่ายค้ายาเสพติดที่มีหัวหน้าขบวนการเป็นชายชาวต่างชาติฉายา "บิ๊กจ๊อต"

ผลการปฏิบัติระหว่างวันที่ 18 พฤษภาคม - 1 กรกฎาคม 2569 สามารถทลายเครือข่ายได้ 6 คดี จับกุมผู้ต้องหา 13 คน ประกอบด้วย คนไทย 7 คน ชาวไนจีเรีย 5 คน และชาวโปแลนด์ 1 คน

พร้อมตรวจยึดของกลาง ได้แก่

  • เฮโรอีน 110.413 กิโลกรัม
  • โคเคน 22.2 กิโลกรัม

รวมยาเสพติดกว่า 132 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าภายในประเทศมากกว่า 400 ล้านบาท

ไล่จับต่อเนื่อง 6 คดี ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน

การสืบสวนของเจ้าหน้าที่นำไปสู่การจับกุมเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การจับกุมผู้ต้องหาชาวไทยและชาวไนจีเรีย พร้อมเฮโรอีน 66 กิโลกรัม เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ก่อนขยายผลจับกุมเครือข่ายเพิ่มเติมอีกหลายจุด

ต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมสมาชิกเครือข่ายที่ลำเลียงเฮโรอีนและโคเคนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงจับกุมชายชาวโปแลนด์ขณะเตรียมลักลอบนำเฮโรอีนออกนอกประเทศผ่านเที่ยวบินระหว่างประเทศ

ปฏิบัติการปิดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เมื่อเจ้าหน้าที่สกัดจับรถยนต์บริเวณด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมเฮโรอีนอีกกว่า 17 กิโลกรัม ส่งผลให้ยอดของกลางทั้งหมดพุ่งเกิน 132 กิโลกรัม

กลยุทธ์ใหม่ ใช้ "ความรัก" เป็นเครื่องมือค้ายา

ข้อมูลจากการสืบสวนพบว่า หัวใจสำคัญของเครือข่ายนี้ไม่ได้อยู่ที่การลักลอบขนยาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้าง "เหยื่อ"

ตำรวจระบุว่า หัวหน้าขบวนการซึ่งรู้จักกันในชื่อ "บิ๊กจ๊อต" ยังหลบหนีอยู่ต่างประเทศ และใช้เครือข่ายชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวแอฟริกัน ตีสนิทหญิงไทยผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ก่อนเดินทางเข้ามาพัฒนาความสัมพันธ์

บางกรณีมีการใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยา มีบุตรด้วยกัน เพื่อสร้างความไว้วางใจ ก่อนชักชวนหรือบังคับให้หญิงไทยเดินทางไปรับยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วลักลอบข้ามแม่น้ำโขงกลับเข้าสู่ประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ

หลังจากนั้น เครือข่ายจะนำรถยนต์มารับยาเสพติดเข้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งต่อให้สมาชิกชาวต่างชาติ และเตรียมส่งออกไปยังประเทศปลายทาง

พฤติกรรมดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับขบวนการ Romance Scam ที่ไม่ได้มุ่งเพียงหลอกโอนเงิน แต่พัฒนาไปสู่การใช้เหยื่อเป็นผู้ลำเลียงยาเสพติด ซึ่งสร้างความเสียหายร้ายแรงทั้งต่อผู้ตกเป็นเหยื่อและกระบวนการยุติธรรม

อำพรางยาแนบเนียน หลบเครื่องเอกซเรย์สนามบิน

อีกหนึ่งประเด็นที่เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญ คือรูปแบบการซุกซ่อนยาเสพติดที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

จากการตรวจค้นพบว่า เครือข่ายนำเฮโรอีนซุกซ่อนภายใน

- ถุงกาแฟ

- ถุงขนม

- ถุงอาหารสัตว์

- กล่องผ้าอเนกประสงค์

- กระดาษจัดทรงเสื้อเชิ้ต

การอำพรางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ รวมถึงผ่านระบบเอกซเรย์ในสนามบิน ก่อนส่งต่อไปยังประเทศปลายทาง

หากหลุดถึงออสเตรเลีย มูลค่าพุ่งเกิน 1,000 ล้านบาท

แม้ว่าของกลางที่ตรวจยึดได้ในประเทศไทยจะมีมูลค่ารวมประมาณ 400 ล้านบาท แต่ตำรวจประเมินว่า หากเฮโรอีนทั้งหมดสามารถลำเลียงถึงประเทศออสเตรเลียได้ ราคาจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณกิโลกรัมละ 10 ล้านบาท

ส่งผลให้มูลค่ารวมของเฮโรอีนล็อตนี้อาจสูงกว่า 1,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นผลตอบแทนมหาศาลที่ทำให้ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติยอมลงทุนสร้างเครือข่ายขนาดใหญ่ ใช้บุคคลหลายสัญชาติ และอาศัยประเทศไทยเป็นทั้งเส้นทางผ่าน จุดพัก และจุดกระจายยาเสพติด

เร่งล่าตัว "บิ๊กจ๊อต" ขยายผลถึงเครือข่ายต่างประเทศ

ผู้ต้องหาทั้ง 13 คน ถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ซึ่งมีโทษตั้งแต่จำคุก 5 ปี จนถึงจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษประหารชีวิต พร้อมโทษปรับสูงสุด 5 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลบหนีในต่างประเทศ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อติดตามจับกุมหัวหน้าขบวนการ "บิ๊กจ๊อต" มาดำเนินคดี

คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติไม่ได้อาศัยเพียงเส้นทางลักลอบหรือเทคนิคการซุกซ่อนยาเสพติดเท่านั้น แต่ยังใช้ช่องทางออนไลน์ ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว และความไว้วางใจของผู้คนเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายเครือข่าย การสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน โดยเฉพาะการรู้เท่าทันกลลวงบนโลกออนไลน์ จึงเป็นอีกแนวทางสำคัญในการสกัดวงจรค้ายาเสพติดข้ามชาติไม่ให้ขยายตัวต่อไป.

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง