เปิดมาตรการเชิงรุกรับมือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ชู 4 ยุทธศาสตร์กักเก็บ-เติมน้ำ-ปรับเปลี่ยน-เฝ้าระวัง

ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Niño) เป็นสิ่งที่เรารู้จักกันดีในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังของความแห้งแล้งและอากาศที่ร้อนจัด แต่เมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอย่างรุนแรง (เกิน 1.5 ถึง 2 องศาเซลเซียส) เราจึงจะก้าวเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ซึ่งนำมาซึ่งความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงและยาวนานกว่าปกติ สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วิกฤตนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของลมฟ้าอากาศ แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต (ซึ่งตอนนี้ยังไม่เกิดคาดว่าจะเริ่มเห็นชัดช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569)
.กางแผนรับมือ “ซูเปอร์เอลนีโญ”
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการเชิงรุกในการรับมือปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ที่ส่งผลกระทบให้สภาพอากาศร้อนจัดและปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมเป็นวงกว้างในปีนี้
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมมาตรการเชิงรุก เน้นชู 4 ยุทธศาสตร์ “กักเก็บ-เติมน้ำ-ปรับเปลี่ยน-เฝ้าระวัง” เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดดำเนินงานตามยุทธศาสตร์เร่งด่วน
4 ยุทธศาสตร์ “กักเก็บ-เติมน้ำ-ปรับเปลี่ยน-เฝ้าระวัง”
- บริหารจัดการน้ำแบบหยดสุดท้าย (Water Management) มอบหมายให้กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำในเขื่อนหลักอย่างเคร่งครัด โดยเน้นน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก และวางแผนกระจายน้ำเข้าสู่ระบบคลองส่งน้ำให้ทั่วถึงพื้นที่เกษตรกรรมที่กำลังรอการเก็บเกี่ยว
- ปฏิบัติการฝนหลวงล่าความชื้น (Rainmaking) มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตั้งหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซาก เพื่อปฏิบัติการเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำและสร้างความชุ่มชื้นให้ป่าไม้และพื้นที่ไร่นาโดยทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย
- ส่งเสริมเกษตรมูลค่าสูง ใช้น้ำน้อย (Crop Substitution) รณรงค์ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาเป็นการปลูกพืชระยะสั้นที่ใช้น้ำน้อยและมีตลาดรองรับ เพื่อลดความเสี่ยงจากการยืนต้นตายของพืชผล
- ระบบเตือนภัยและการเยียวยา (Early Warning & Relief) โดยศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร
เร่งจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยต่อว่า ทุกหน่วยงานมีความพร้อมปฏิบัติตามข้อสั่งการ โดยเร่งจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง พร้อมเดินหน้าประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเตรียมรับมือ
พร้อมกับ ยกระดับการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ร่วมเป็นกลไกในดำเนินการและประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเตรียมความพร้อมในการดูแลพืชผลทางการเกษตร และเตรียมเคลื่อนย้ายปศุสัตว์หากเกิดสถานการณ์เร่งด่วน รวมถึงการให้บริการแบบ One Stop Service ผ่านแอปพลิเคชั่น “ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช” (Pirunraj Agricultural Service Center) อีกช่องทางหนึ่ง
อีกทั้งได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการข้อมูลสภาพอากาศและปริมาณน้ำร่วมกับหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและชลประทาน เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเอลนีโญ พร้อมจัดทีมแนะนำเกษตรกรปรับเปลี่ยนแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ลดความเสี่ยงจากผลผลิตเสียหาย รวมถึงเตรียมมาตรการช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที เพื่อประคับประคองรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
