ยินดีต้อนรับสู่ ทรูไอดี

ทริสฯ คงอันดับเครดิตองค์กร-หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน "BH" ที่ "A+" แนวโน้ม "Stable"

ทริสฯ คงอันดับเครดิตองค์กร-หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน "BH" ที่ "A+"  แนวโน้ม "Stable"
ทันหุ้น
30 กันยายน 2563 ( 11:17 )
774
ทริสฯ คงอันดับเครดิตองค์กร-หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน "BH" ที่ "A+"  แนวโน้ม "Stable"

ทันหุ้น-สู้โควิด : ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท โรงพยาบาล บำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ที่ระดับ "A+" ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" โดยอันดับเครดิตสะท้อนความเป็นผู้นำในการให้บริการด้านสุขภาพภาคเอกชนระดับพรีเมี่ยมในประเทศไทยของบริษัท และชื่อเสียงที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีทั้งในกลุ่มผู้ป่วยภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัทจากการมีภาระหนี้ที่อยู่ในระดับต่ำมากและสภาพคล่องที่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจให้บริการด้านสุขภาพ ตลอดจนข้อจำกัดจากการที่บริษัทมีโรงพยาบาลหลักเพียงแห่งเดียว และผลกระทบอันเกิดจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  (โรคโควิด 19)


ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

เป็นผู้นำในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในกลุ่มผู้มีรายได้สูง

บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของประเทศไทย โดยในปี 2562 บริษัทมีรายได้จากการให้บริการด้านสุขภาพจำนวนทั้งสิ้น 1.84 หมื่นล้านบาท ซึ่งจัดอยู่ในอันดับที่สองของกลุ่มผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


ปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้ของบริษัทในปี 2562 มาจากจำนวนคนไข้ต่างชาติที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้สูง อีกทั้งความได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัทในกลุ่มผู้ป่วยชาวต่างชาติหรือกลุ่มท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) เป็นผลมาจากชื่อเสียงของโรงพยาบาลซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างดี รวมทั้งผลงานทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ และการมีเครือข่ายการตลาดในต่างประเทศที่แข็งแกร่ง บริษัทมีผู้ป่วยซึ่งเป็นชาวตะวันออกกลางในสัดส่วนมากที่สุด แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะอ่อนแอลง แต่รายได้จากการรักษาผู้ป่วยชาวตะวันออกกลางของบริษัทในปี 2562 ยังคงเติบโตเพิ่มขึ้น 6% จากปี 2561 


ในขณะที่รายได้จากผู้ป่วยในภูมิภาคอินโดจีนก็เพิ่มขึ้น 3% ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าการรักษาโรคที่มีความซับซ้อนสูง รวมทั้งการให้บริการด้านสุขภาพขั้นสูง และนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านสุขภาพจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้ของบริษัทในระยะยาว


ธุรกิจให้บริการด้านสุขภาพได้รับผลกระทบด้านลบจากโรคโควิด 19

ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนของไทยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยมาตรการจำกัดการท่องเที่ยวเดินทางและการปิดประเทศส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยต่างชาติลดลง ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 รายได้รวมของผู้ประกอบการที่ให้บริการด้านสุขภาพที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หดตัวประมาณ 12% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ รายได้ของผู้ประกอบการที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ป่วยต่างชาติในตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ลดลงถึง 15%-30% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 


โดยปกติแล้วสัดส่วนรายได้รวมของบริษัทจะมาจากผู้ป่วยต่างชาติคิดเป็นประมาณ 65% และจากผู้ป่วยไทย 35% วิกฤตการณ์โรคโควิด 19 และการปิดประเทศส่งผลทำให้จำนวนผู้ป่วยต่างชาติลดลงอย่างมากในไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 ส่วนจำนวนผู้ป่วยชาวไทยนั้นก็ลดลงในเดือนเมษายน 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนเกิดความหวาดกลัวโรคโควิด 19 อย่างมากและเป็นช่วงจำกัดเวลาการออกนอกเคหสถานอีกด้วย ส่งผลทำให้รายได้จากผู้ป่วยชาวไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ลดลงไปประมาณ 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติหดตัวลงประมาณ 35% ทั้งนี้ รายได้จากผู้ป่วยโดยรวมของบริษัทในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 อยู่ที่ 6.5 พันล้านบาท ลดลง 27% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 


ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ภาครัฐได้ผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ลง ทริสเรทติ้งคาดว่ากลุ่มผู้ป่วยต่างชาติในตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อาจเป็นกลุ่มชาวต่างชาติกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับอนุญาตเมื่อมีการเปิดประเทศเพื่อเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในขณะที่รัฐบาลได้เริ่มมีการอนุญาตให้ผู้ป่วยจากประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องการเข้ามารักษาตัวในประเทศไทยเข้าประเทศได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ และเมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลยังได้ประกาศแผนการที่จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศไทยได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 เป็นต้นไป 


ทั้งนี้ ในมุมมองของทริสเรทติ้งนั้นเห็นว่าปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจโรงพยาบาลยังคงดีอยู่ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสภาวการณ์สังคมสูงอายุและความตื่นตัวด้านการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ด้วยสถานะในการแข่งขันที่แข็งแกร่งของประเทศไทยในเรื่องคุณภาพการให้บริการด้านการแพทย์ ทำเลที่ตั้ง และราคาที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ จึงทำให้ชาวต่างชาติจำนวนมากยังคงต้องการเข้ามารับบริการด้านการแพทย์ในประเทศไทย 


หลังจากมาตรการต่างๆ เริ่มผ่อนคลายลง เริ่มปรากฏสัญญาณการฟื้นตัวของจำนวนผู้ป่วยในประเทศ อีกทั้ง บริษัทยังได้พยายามขยายฐานผู้ป่วยในประเทศโดยการรณรงค์ส่งเสริมการขายเกี่ยวกับบริการต่าง ๆ และให้ส่วนลดค่าห้องและค่ายาเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ทั้งในกลุ่มลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ด้วยราคาที่ลดลงกับคุณภาพบริการในระดับสูงรวมทั้งผลงานทางการแพทย์ซึ่งเป็นที่ยอมรับมานานและเชื่อถือได้ของบริษัท ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าจำนวนผู้ป่วยในประเทศจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ นวัตกรรมบริการทางการแพทย์ผ่านเทคโนโลยีวีดีโอคอล (Telemedicine) ตลอดจนเทคโนโลยีทางการแพทย์ผ่านแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์เคลื่อนที่ และความร่วมมือกับธุรกิจอื่น ๆ เช่น โรงแรม ผู้ให้บริการเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ (Wellness) และบริษัทประกันภัยจะเป็นแหล่งรายได้อีกทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างการเติบโตในระยะยาวให้แก่บริษัท 


ภายใต้สมมติฐานพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้จากการดำเนินงานของบริษัทจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2563 แล้วจะค่อยๆ ฟื้นตัวในปี 2564 แต่ยังต่ำกว่าระดับรายได้ในปี 2562 และหลังจากนั้นจะกลับไปอยู่ที่ระดับประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาทในปี 2565


คาดว่าการทำกำไรจะลดลงใน 1-2 ปีข้างหน้า 

บริษัทมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายประมาณ 5.9 พันล้านบาทในปี 2562 โดยมีอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายอยู่ในระดับสูงมากที่ประมาณ 32% ซึ่งสูงกว่าอัตรากำไรโดยเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ระดับประมาณ 20% ค่อนข้างมาก ทั้งนี้ ความสามารถในการทำกำไรที่อยู่ในระดับสูงนั้นมาจากการมีรายได้ที่สูงจากการรักษาโรคเฉพาะทางและโรคที่มีความซับซ้อนสูง เป็นสำคัญ


อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายของบริษัทในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ลดลงมาอยู่ที่ 24.8% อันเนื่องมาจากการลดลงของจำนวนผู้ป่วยต่างชาติ อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรของบริษัทยังคงอยู่ในอันดับต้น ๆ ของกลุ่มผู้ประกอบการโรงพยาบาลที่จดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ฯ โดยในปีที่มีความท้าทายนี้ บริษัทได้ตัดลดค่าใช้จ่ายในการขายและค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ไม่จำเป็นลง รวมทั้งเลื่อนการลงทุนหลัก ๆ ออกไปเพื่อลดผลกระทบจากการลดลงของรายได้ ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายของบริษัทจะได้รับแรงกดดันในปี 2663 และปี 2564 จากการลดลงของรายได้และมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานคงที่หลัก ๆ เช่นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร โดยคาดว่าอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายของบริษัทจะกลับเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 28%-30% ในช่วงปี 2565-2566


ความเสี่ยงจากการมีโรงพยาบาลหลักเพียงแห่งเดียว  

สถานะเครดิตของบริษัทมีข้อจำกัดจากการมีความเสี่ยงเรื่องสถานที่ตั้งของโรงพยาบาลหลักที่มีเพียงแห่งเดียว ทริสเรทติ้งคาดว่าความเสี่ยงดังกล่าวจะยังคงมีอยู่ในช่วงระยะปานกลาง ทั้งนี้ รายได้เกือบทั้งหมดของบริษัทมาจากโรงพยาบาลเพียงแห่งเดียวในกรุงเทพฯ เมื่อพิจารณาจากอัตราเฉลี่ยของความสามารถในการให้บริการผู้ป่วยในโรงพยาบาลหลักของบริษัทแล้ว อัตราการใช้เตียงในปี 2562 ของบริษัทอยู่ที่ระดับประมาณ 60% โดยจำนวนเตียงคงเหลือที่โรงพยาบาลหลักนั้นคาดว่าจะยังสามารถรองรับปริมาณผู้ป่วยที่จะเพิ่มขึ้นได้ในช่วงระยะปานกลาง


บริษัทวางแผนในการปรับปรุงพื้นที่ในบางชั้นของอาคารหลักเพื่อให้เป็นพื้นที่ให้บริการทางการแพทย์และขยายพื้นที่โรงพยาบาลหลักไปยังพื้นที่บริเวณซอยสุขุมวิท 1 สำหรับโครงการบนถนนสุขุมวิท ซอย 1 นั้น บริษัทจะพัฒนาเป็นอาคาร 3 หลัง โดยอาคารแรกจะใช้เป็นที่จอดรถ อาคารที่ 2 จะเป็นสำนักงาน และอาคารที่ 3 จะเป็นคลินิกผู้ป่วยนอก โครงกานนี้เริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 โดยเลื่อนจากกำหนดการเดิมในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 นอกจากนี้ โครงการ "ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์" (Vitallife) ซึ่งเป็นศูนย์สุขภาพและเวชศาสตร์ชะลอวัยที่ตำบลบางกระเจ้า จังหวัดสมุทรปราการนั้นบริษัทจะเปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการในเดือนธันวาคม 2563 


บริษัทวางแผนค่าใช้จ่ายในการลงทุนทั้งสิ้นที่ประมาณ 9.2 พันล้านบาทในช่วงปี 2563-2566 ซึ่งเงินลงทุนดังกล่าวรวมการลงทุนในโครงการบนถนนสุขุมวิท ซอย 1 จำนวน 2.3 พันล้านบาทและโครงการขยายพื้นที่ในอาคารอื่นๆ ในโรงพยาบาลหลักอีก 2.2 พันล้านบาทในช่วงปี 2563-2566 ส่วนค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงทั่วไปตามแผน ซึ่งรวมถึงค่าบำรุงรักษาด้านเทคโนโลยีและอื่นๆ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณปีละ 1.1-1.4 พันล้านบาท ส่วนโครงการบนถนนเพชรบุรีนั้นคาดว่าน่าจะเลื่อนออกไปจนกว่าจะมีความต้องการเตียงเพิ่มขึ้นในอนาคต


ภาระหนี้สินอยู่ในระดับต่ำและมีสภาพคล่องเพียงพอ

ระดับหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยของบริษัท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 อยู่ที่ 2.82 พันล้านบาท ลดลงจากระดับ 3.05 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2562 นอกจากนี้ การแปลงสภาพหุ้นกู้แปลงสภาพของบริษัทจำนวน 230 ล้านบาทมาเป็นหุ้นสามัญก็ช่วยเสริมสร้างฐานทุนของบริษัทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและยังช่วยลดภาระหนี้สินของบริษัทลงด้วย ในอนาคตทริสเรทติ้งคาดว่าภาระหนี้สินทางการเงินของบริษัทจะลดลงเนื่องจากการจ่ายคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระในปี 2564 จำนวน 2.5 พันล้านบาท


เนื่องจากบริษัทมีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งรวมถึงไม่มีการลงทุนหรือใช้เงินลงทุนขนาดใหญ่เป็นช่วงระยะเวลาที่ยาว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทจึงมีสถานะทางการเงินที่มีเงินสดสุทธิ (Net Cash Position) ทริสเรทติ้งคาดว่าสภาพคล่องของบริษัทจะยังคงเพียงพอในช่วง 12-24 เดือนข้างหน้า โดย ณ เดือนมิถุนายน 2563 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดประมาณ 8 พันล้านบาท และทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานอยู่ที่ประมาณ 2.3-2.5 พันล้านบาทในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ในขณะที่บริษัทจะมีแผนลงทุนที่ประมาณ 2-3.6 พันล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้าและมีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระในปี 2564 จำนวน 2.5 พันล้านบาท แหล่งที่มาของเงินทุนเหล่านี้น่าจะเพียงพอที่จะรองรับเงินลงทุนตามแผน รวมทั้งใช้ในการจ่ายคืนหนี้ที่จะครบกำหนดชำระและจ่ายเงินปันผลทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะยังคงสำรองเงินสดเอาไว้และรักษาสถานะสภาพคล่องที่เพียงพอในช่วง 3 ปีข้างหน้า


สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

+ รายได้จะได้รับแรงกดดันในปี 2563 และปี 2564 จากนั้นจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ระดับประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2565-2566

+ อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายจะลดลงในปี 2563 และปี 2564 แล้วจะปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ในช่วง 28%-30%    ต่อปีในช่วงปี 2565-2566 

+ เงินลงทุนโดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 9.2 พันล้านบาทในช่วงปี 2563-2566


แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะสามารถรักษาสถานะผู้นำในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนสำหรับผู้ป่วยที่มีระดับรายได้สูงเอาไว้ได้และจะยังคงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งพร้อมทั้งสภาพคล่องที่เพียงพอไว้ได้ ทั้งนี้ กระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพจะช่วยให้บริษัทมีความยืดหยุ่นทางการเงินในช่วงที่บริษัทมีการลงทุนและขยายธุรกิจในอนาคต


ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

การปรับลดอันดับเครดิตสามารถเกิดขึ้นได้ในกรณีที่สถานะทางการเงินและสภาพคล่องของบริษัทถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญเป็นระยะเวลายาวนานต่อเนื่อง และ/หรือระดับภาระหนี้สินทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการใช้เงินกู้ยืมจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้หากบริษัทประสบความสำเร็จในการเพิ่มความหลากหลายของธุรกิจและทำเลที่ตั้งในขณะที่ยังคงสามารถรักษาสภาพคล่องที่เพียงพอเอาไว้ได้ 


เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- วิธีการจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป,  26 กรกฎาคม 2562

- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงิน, 5 กันยายน 2561


บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) (BH)

อันดับเครดิตองค์กร: A+

อันดับเครดิตตราสารหนี้:

BH21DA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2564 A+

แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable


อยากลงทุนสำเร็จ เป็นเพื่อนกับเรา พร้อมรับข่าวสารได้ทุกช่องทางที่
APP ทันหุ้น ANDROID คลิ๊ก
https://qrgo.page.link/US6SA
APP ทันหุ้น IOS คลิ๊ก
https://qrgo.page.link/QJKT7
LINE@ คลิ๊ก
https://lin.ee/uFms4n5
FACEBOOK คลิ๊ก
https://www.facebook.com/Thunhoonofficial/
YOUTUBE คลิ๊ก
https://www.youtube.com/channel/UCYizTVGMealUUalT6VdUdNA
TELEGRAM คลิ๊ก
https://t.me/thunhoon_news
Twitter คลิ๊ก
https://twitter.com/thunhoon1


ข่าวที่เกี่ยวข้อง