โกลเบล็กประเมินแนวต้านทองคำครึ่งปีแรก 4,800 ดอลลาร์ฯ แนะนักลงทุนลดพอร์ตลดเสี่ยงก่อนหยุดสงกรานต์

สรุปทิศทางและกลยุทธ์การลงทุนทองคำรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ จากการให้สัมภาษณ์ของ คุณณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ซึ่งได้ประเมินสถานการณ์ราคาทองคำในปัจจุบันว่ากำลังทดสอบแนวต้านสำคัญ พร้อมเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังการถือครองสถานะในช่วงวันหยุดยาว
แนวโน้มราคาและกรอบการลงทุน
คุณณัฐวุฒิ ระบุว่า ราคาทองคำในระยะสั้นมีแนวต้านสำคัญอยู่ที่บริเวณ 4,750 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 72,450 บาท โดยเป้าหมายราคาทองคำในช่วงครึ่งปีแรก (กรอบด้านบน) ประเมินไว้ที่ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ฐานแนวรับที่แข็งแกร่งจะอยู่ที่บริเวณ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (คำนวณจากฐานปี 2025 บวกปัจจัยสงคราม 15%) หรือในกรอบ 4,100 - 4,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้
นักลงทุนควรเน้นการเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาใกล้กรอบแนวรับ
ทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาปรับตัวขึ้นไปที่บริเวณแนวต้าน
ไม่แนะนำให้ซื้อตาม (Follow Buy) หากราคาทะลุแนวต้านขึ้นไป เนื่องจากประเมินว่าปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ไม่เอื้ออำนวยให้ราคาพุ่งสูงกว่านี้มากนัก
แนะเคลียร์พอร์ตก่อนหยุดยาวสงกรานต์
ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก เน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดการพอร์ตลงทุนก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยแนะนำให้นักลงทุนลดสถานะความเสี่ยงลง เนื่องจากตลาดบ้านเราจะปิดทำการเป็นเวลานาน ซึ่งในอดีตเคยมีสถิติที่ราคาทองคำร่วงลงแรงถึง 200 - 300 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงวันหยุดสงกรานต์มาแล้ว การถือครองสถานะข้ามวันหยุดยาวจึงมีความเสี่ยงสูงหากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
ทองคำมีพฤติกรรมคล้าย "สินทรัพย์เสี่ยง"
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันทองคำมีพฤติกรรมคล้ายคลึงกับสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Asset) มากกว่าสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) โดยคุณณัฐวุฒิอธิบายว่า หากสถานการณ์สงครามมีความรุนแรงขึ้น ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวลดลง แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย ราคาทองคำกลับมีโอกาสปรับตัวขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป (Sideway Up) ทั้งนี้ ประเมินว่าในช่วง 2 สัปดาห์นี้ สถานการณ์สงครามอาจจะยังไม่รุนแรงมากนัก ทำให้ราคาทองคำมีแนวโน้มแกว่งตัวขึ้นด้านบนได้
สำหรับปัจจัยที่จะหนุนให้ราคาทองคำกลับไปทำจุดสูงสุดเดิมที่ระดับ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ได้นั้น คุณณัฐวุฒิมองว่ามีเพียงปัจจัยเดียวคือ "การเกิดสงครามความขัดแย้งในพื้นที่ใหม่ๆ" เช่น จีน-ไต้หวัน, เกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ หรือ อินเดีย-ปากีสถาน
ส่วนปัจจัยอื่นๆ ประเมินว่าไม่สามารถผลักดันราคาทองคำให้ทำจุดสูงสุดใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น
อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยลงมากนัก เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 60% (จาก 30 ดอลลาร์ เป็น 50 ดอลลาร์) การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อกดเงินเฟ้อให้กลับไปที่เป้าหมาย 2% จะเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ
แรงซื้อจากธนาคารกลาง ปัจจุบันธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอการซื้อทองคำสะสม เนื่องจากราคาอยู่ในระดับที่แพงเกินไป
ท้ายนี้ คุณณัฐวุฒิ มองว่าโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นมีน้อยมาก เพราะจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้เข้าสู่ภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง)
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
