รัฐอัดงบช่วยขนส่ง ตรึงค่าโดยสาร สู้วิกฤตน้ำมันแพง

รัฐบาลเดินหน้ามาตรการเร่งด่วนรับมือวิกฤตราคาน้ำมัน โดยมุ่งลดภาระต้นทุนภาคขนส่งควบคู่กับการคุมค่าครองชีพประชาชน หลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยต่างประเทศ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้วาง 3 แนวทางหลักเพื่อดูแลทั้งผู้ประกอบการและผู้โดยสาร โดยย้ำว่าระบบขนส่งสาธารณะต้องเดินหน้าต่อได้โดยไม่ผลักภาระไปยังประชาชน
มาตรการแรก เป็นการชดเชยราคาน้ำมันให้กลุ่มขนส่งหลัก 4 ประเภท เพื่อช่วยลดต้นทุนโดยตรง ได้แก่ รถบรรทุกขนาดใหญ่ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ได้รับการสนับสนุน 6 บาทต่อลิตร รถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ เช่น บขส. และรถร่วมบริการ ได้รับ 4 บาทต่อลิตร ขณะที่รถโดยสารขนาดเล็กอย่างรถตู้และสองแถว ได้รับช่วยเหลือ 300 บาทต่อคันต่อวัน ส่วนรถจักรยานยนต์รับจ้างและไรเดอร์ ได้รับ 300 บาทต่อคันต่อเดือน
มาตรการนี้จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 30 เมษายน 2569 โดยคำนวณเงินช่วยเหลือตามการใช้งานจริง ผ่านระบบติดตาม GPS และแอปพลิเคชัน เพื่อให้เงินถึงมือผู้ขับขี่โดยตรง
มาตรการที่สอง คือ การตรึงค่าโดยสาร โดยกระทรวงคมนาคมสั่งการให้กรมการขนส่งทางบกดูแลค่าโดยสารรถสาธารณะทุกประเภทให้อยู่ในระดับเดิมให้นานที่สุด พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการเอกชนช่วยประคับประคองในช่วงต้นทุนสูง
มาตรการที่สาม เป็นการเพิ่มปริมาณน้ำมันในระบบ เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลน โดยมีการปรับลดสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมาย และเตรียมส่งเสริมน้ำมันดีเซล B20 ราคาพิเศษ ซึ่งถูกกว่าดีเซลทั่วไปประมาณ 5 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดต้นทุนภาคขนส่ง
นายพิพัฒน์ ระบุว่า แนวทางทั้งหมดเน้นลดต้นทุนที่ต้นทาง พร้อมเตรียมจัดจุดเติมน้ำมันเฉพาะสำหรับรถสาธารณะทั่วประเทศ เพื่อให้มีเชื้อเพลิงเพียงพอรองรับการเดินทาง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่กำลังจะมาถึง
ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ หรือวอร์รูม เพื่อตรวจสอบผลกระทบด้านค่าขนส่งอย่างใกล้ชิด หากพบการขึ้นค่าโดยสารเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จะดำเนินการตามกฎหมายทันที พร้อมเปิดสายด่วน 1584 ให้ประชาชนแจ้งร้องเรียน