เทป ซีดี ยุค 90 ความทรงจำที่สัมผัสได้ เสน่ห์ที่สตรีมมิ่งให้ไม่ได้

Gen Z Analog:ก้าวแรกของเด็กยุคสตรีมมิ่งในร้านเทป-ซีดี
“ตอนแรกก็ทำตัวไม่ถูกครับ ไม่รู้ว่าเข้ามาร้านขายซีดีแล้วต้องทำตัวยังไง”
“แต่พอเข้ามาแล้วก็ชอบมากครับ ได้เห็นปกซีดีของศิลปินวางเรียงกัน ส่วนตัวผมก็จะเลือกเก็บผลงานของศิลปินที่ชื่นชอบครับ มาซื้อแต่ละครั้งก็มีเป้าหมายในใจมาก่อนครับ ตั้งใจมาซื้อเลย เพราะอัลบั้มเหล่านี้จะมีรูปภาพพิเศษ ที่เราไม่ได้เห็นทั่วไปในออนไลน์ครับ”
คำบอกเล่าของนักศึกษาปี 2 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างเลือกซื้อซีดีเพลง ภายในร้านชื่อดังย่านท่าพระจันทร์ ได้เปลี่ยนมุมมองใหม่ให้กับทีมงาน “ใต้ฟ้าเดียวกัน” ที่เคยเชื่อว่าเทปคาสเซ็ตและซีดี เป็นเพียงของสะสมย้อนวัย หรืออยู่ในหมวดโหยหาอดีต (Nostalgia) สำหรับคนที่เติบโตทันยุคแอนาล็อก หรือกลุ่มวัย Gen Y ขึ้นไปเท่านั้น
วัยรุ่นกำลังเลือกแผ่นซีดีภายในร้าน
บรรยากาศภายในร้านน้องท่าพระจันทร์ ร้านจำหน่ายเทป ซีดี และแผ่นเสียงอายุกว่า 40 ปี
แต่วันนี้ภาพเหล่านั้นกำลังเปลี่ยนไป
สำหรับกลุ่ม Gen Z ที่เกิดมาพร้อมเทคโนโลยี และการฟังเพลงผ่าน Music Streaming การได้สัมผัส “วัฒนธรรมแอนาล็อก” หรือการฟังเพลงที่จับต้องได้อย่างเทปคาสเซ็ตและแผ่นซีดี กลายเป็นประสบการณ์ที่พิเศษและแตกต่างจากโลกดิจิทัลอย่างสิ้นเชิง
“โอ้โห เทปซีดีฟังครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ผมว่าน่าจะมีเกิน 10 ปีอะ ไม่ฟังอีกเลยครับ”
คำยืนยันของ “พี่ต๋อย” เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน CEO แห่ง Banana Studio ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่อง แม้จะอยู่ในวงการเพลงมาหลายสิบปี ทั้งในฐานะเจ้าของค่ายเพลง และผู้ก่อตั้งวงกล้วยไทย แต่ก็ยอมรับว่าห่างหายจากการฟังเพลงในรูปแบบ Physical Music ไปนานแล้ว
ต๋อย” เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน CEO แห่ง Banana Studio
“หลังจากการฟังเพลงพัฒนามาให้ง่ายขึ้น ตั้งแต่ iPod ตอน iPod ออกมาช่วงแรก ผมมองว่าโคตรเท่ห์เลย เพลงมาอยู่ในนี้เป็นพันเพลงเลยเว้ย
ทั้งหูฟัง ทั้งตัวเครื่องที่ใช้สัมผัสแบบหมุน หมุน โอ้โห โคตรเท่ห์เลย
แต่หลังจากนั้นเราเริ่มลืมว่าเทปเป็นยังไง เราลืมกระบวนการว่าใส่เทปยังไง
หลังจากเริ่มมี iPod คิดว่าเริ่มละ เลยละทิ้งไอ้สิ่งเหล่านั้นไปหมดเลย แต่ส่วนตัวผมคิดว่าน่าจะหลงไปนะ…หลงแล้วก็ลืมไปเลย
จนมาถึงการคุยวันนี้ก็ทำให้เรากำลังทบทวนตัวเองว่าเรารู้สึกมั้ยในการฟังเพลงผ่าน Streaming ทำไมเราไม่ค่อยรู้สึก
ทำไมเรารู้สึกว่ามันเร็ว จนเราจับมันไม่ได้ จับต้องมันไม่ได้ ไม่ค่อยดูว่าใครทำ ไม่ค่อยไปดูกระบวนการ เราเสพแบบผ่าน ๆ แล้วก็ทิ้งมันไป
แต่น้อยครั้งนะที่จะไปเสพแล้วเราจะไปรู้สึกว่า enjoy กับมัน”
คำพูดของเทิดศักดิ์สะท้อนความจริงของยุคสมัยได้อย่างชัดเจน
เมื่อความสะดวกสบาย กลายเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ ทำให้ “ความรู้สึก” หายไปจากการฟังเพลง
การมาของ “แผ่น Vampire” จุดเริ่มต้นที่กัดกร่อนยุคเทปซีดี
ก่อนโลกจะมาถึงยุค Music Streaming วัฒนธรรมการฟังเพลงผ่านเทปและซีดี ถูกกัดกร่อนมาเป็นระยะ ตั้งแต่โลกเข้าสู่ปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2545)
ระลอกแรกคือการมาของ MP3 ที่เปลี่ยนการฟังเพลงจาก “1 แผ่น 1 อัลบั้ม” เป็น “1 แผ่นฟังได้หลายร้อยอัลบั้ม”
จากนั้นโลกเข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์ และการดาวน์โหลดไฟล์เพลงอย่างแพร่หลาย จนเกิดแผ่นเพลงละเมิดลิขสิทธิ์ที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ “แผ่น Vampire” ที่รวมเพลงจำนวนมากไว้ในแผ่นเดียว
ก่อนที่การเปิดตัว Spotify ในยุโรปเมื่อปี 2008 (พ.ศ. 2551) จะกลายเป็น “จุดเริ่มต้นสตรีมมิ่งยุคใหม่”
และในช่วงปี 2016–2019 (พ.ศ. 2559–2562) Streaming กลายเป็นรูปแบบฟังเพลงอันดับ 1 ของโลก เปลี่ยนจากการซื้อเพลงทีละแผ่น เป็นการฟังแบบไม่จำกัด
เทปและซีดีค่อย ๆ ถูกแทนที่…จนเกือบถูกลืม
แต่วันนี้โลกเริ่มหมุนกลับ เมื่อเด็ก Gen Z อยากเปิดปกเทป ทั้งที่เกิดไม่ทัน
“การฟังเพลงมันเปลี่ยนไปแล้วนะ พฤติกรรมเองมันโดนหลอมให้เราเปลี่ยน เราฟัง YouTube ฟัง Spotify ฟังบนนี้ มันง่ายกว่า มือถือก็ใส่หูฟังฟังได้เลย
แต่กับลูกสาว เมื่อไม่กี่วันก่อน เขาเพิ่งไปซื้อเครื่องเล่น VCD เพื่อที่จะอยากกลับไปเป็นโหมดอยากเปิดปกเทป อยากเปิดเทปฟัง เพราะเค้าไม่เคยสัมผัสมาก่อน
และเราเองก็เลยได้ไป…เหมือนได้ไปอินกับเค้า ไปแนะนำว่าเพลงอะไร อัลบั้มไหนน่าฟัง” ต๋อย เทิดศักดิ์ เล่าพลางอมยิ้ม
การกลับไปสัมผัส Physical Music อีกครั้ง ไม่ได้เกิดจาก nostalgia ของผู้ใหญ่เท่านั้น แต่เกิดจากความอยากรู้ของเด็กยุคใหม่ที่เติบโตมาในโลกดิจิทัล
ความจริงตลาดนักสะสม : “คนยุค 90 มีแค่ 30%”
“คนมักจะคิดว่าเทปเป็นของยุค 90 และเชื่อว่าคนที่กลับมาเล่นก็เป็นพวกผู้ใหญ่ยุค 90 เท่านั้น
แต่จริง ๆ แล้วคนกลุ่มนี้ที่เข้ามาซื้อ มีแค่ 30% เท่านั้น”
คำบอกเล่าของ เจ ณัฐพล สว่างตระกูล เจ้าของร้าน Cassette Shop หนึ่งในผู้ปลุกกระแสเทปคาสเซ็ตให้กลับมาอีกครั้งในไทย
เขายืนยันว่าลูกค้าที่เข้าร้านไม่ได้มีแค่คนวัยทำงาน แต่มีตั้งแต่เด็กประถมศึกษาปีที่ 2 ไปจนถึงผู้สูงอายุวัย 70 ปี
นั่นเป็นเพราะเทปคาสเซ็ตมีเสน่ห์มากกว่า “เสียง” แต่มันคือความทรงจำ
เจ ณัฐพล อธิบายว่าเสน่ห์ของเทปคาสเซ็ตไม่ได้อยู่แค่คุณภาพเสียงที่แตกต่าง แต่คือ “เรื่องราว” ที่อยู่ในแพ็คเกจจิ้ง
ทั้งตัวตลับ ปกอัลบั้ม เนื้อเพลง รายชื่อทีมงาน เครดิต ไปจนถึงแรงบันดาลใจของศิลปิน
เจ ณัฐพล สว่างตระกูล เจ้าของร้าน Cassette Shop
“การฟังเทปมันต้องมีการเสียบเข้าเครื่องเล่น แล้วก็กดเล่น
ฟิลลิ่งก็คือมันคือเสียง มันคือสัมผัส มันคือทุกอย่างครับ
อีกอย่างผมรู้สึกว่าเทปมันมีเครื่องเยอะมาก แม้เราจะมีเทปม้วนเดียว แต่เครื่องเล่นมีเยอะมาก
ฟิลลิ่งของเทปมันคือเครื่อง มันคืออุปกรณ์ด้วย ที่เราหลงไหลมันน่ะครับ”
Gen Z Analog: เมื่อคนรุ่นใหม่เริ่มอิ่มตัวกับโลกดิจิทัล
วันนี้เทปและซีดีผ่านยุครุ่งเรืองมาแล้ว และถูกแทนที่ด้วย Music Streaming
แต่เสน่ห์และกลิ่นอายของยุค 90 ยังฝังอยู่ในคนบางกลุ่ม และที่น่าสนใจคือ “วัยรุ่นยุคใหม่” เริ่มหันกลับไปค้นหา Physical Music มากขึ้น
จนเกิดกระแสที่เรียกกันว่า “Gen Z Analog”
แนวโน้มที่คนรุ่นใหม่ (เกิดช่วงปี 1997-2012) หันกลับมานิยมของใช้ยุคเก่า และวัฒนธรรมแบบอนาล็อก เพราะโลกดิจิทัลรวดเร็วและวุ่นวายเกินไป
หน้าปกอัลบั้ม: หมุดหมายของศิลปิน และศาสตร์ที่เปลี่ยนเสียงเป็นภาพ
“ตอนแรกผมเคยคิดว่าปกมันเป็นอะไรก็ได้
แต่สุดท้ายเรียนรู้อะไรกับมัน ผมกลับรู้สึกว่าผมตื่นเต้นกับการเดินทางของศิลปินออกมา
ผมว่าเรียนรู้ของการแบบมันเป็นศาสตร์ ที่เหมือนเปลี่ยนจากเสียงบางอย่างให้กลายเป็นภาพได้ครับ”
คำพูดของ “เป๋ง” ชานนท์ ยอดหงษ์ นักออกแบบปกอัลบั้มเบื้องหลังศิลปินชื่อดัง เช่น Bodyslam, SillyFools, BigAss, Cocktail และ Room 39
เขามองว่าปกอัลบั้มคือสิ่งที่บ่งบอกตัวตนศิลปิน และทำให้ดนตรีจับต้องได้จริง
เพราะสำหรับศิลปิน การมีซีดีของตัวเองคือความฝัน และคือหมุดหมายว่าได้เดินทางมาถึงจุดที่ต้องการแล้ว
เป๋ง ชานนท์ ยอดหงษ์ นักออกแบบปกอัลบั้มเบื้องหลังศิลปินชื่อดัง
“อัลบั้มไข้ป้าง (ผลงานอัลบั้มแรกของ ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์) ผมชอบมากครับ
ผมยังจำวันที่แกะเทปออกมา แล้วก็จับกระดาษ นั่งดมกลิ่นกระดาษของปกพี่ป้างได้
ผมยังงงว่า สรุปแล้วนักร้องคือคนไหนนะ คือคนลุงที่นั่งอยู่ข้างหน้า หรือคนนั่งอยู่ข้างหลัง
ตอนนั้นมีแต่คำถาม
แต่ที่ผมชอบที่สุดคือตอนแกะมาแล้ว Texture กระดาษอ่ะ โอ้โห ผมว้าวมากเลยครับ
การจับ texture ที่นิ้ว แล้วมันอยู่ มันจะรู้สึกกลิ่นของกระดาษที่มันโดนเก็บไว้ในกล่องแพ็คเกจ
พอเปิดมา กลิ่นมันลอยมา
ที่เขาบอกว่ามนุษย์จดจำเรื่องกลิ่นได้มากกว่าการมองเห็น น่าจะเป็นเรื่องจริงครับ”
ประสบการณ์แบบนี้คือสิ่งที่ Physical Music ยังมีอยู่
และเป็นสิ่งที่ Music Streaming ให้ไม่ได้
ท่าพระจันทร์ ย่านเทป และศูนย์กลางเสียงเพลง
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2526 ยุคที่การฟังเทปเพลงคือวัฒนธรรมหลักของคนไทย
แทบทุกซอย ทุกหัวถนน มีร้านขายเทป หรือที่เรียกว่า "แผงเทป" ตั้งอยู่
โดยเฉพาะ “ท่าพระจันทร์” ที่เคยเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของกรุงเทพฯ ทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนามหลวง และเส้นทางเดินทางข้ามฝั่งแม่น้ำ ทำให้ผู้คนพลุกพล่าน และเต็มไปด้วยร้านเทป 3-4 ร้าน
ร้านน้องท่าพระจันทร์คือหนึ่งในร้านที่เกิดมาก่อนยุครุ่งเรือง และยืนหยัดมาจนถึงวันนี้กว่า 46 ปี
“ท่าพระจันทร์ ตอนยุคที่พี่เปิด มีร้านพี่ แล้วก็ถัดไปมีอีกร้านริมถนน มีอีก 2 ร้าน ถือว่าเยอะ
แล้วถ้าเป็นสยาม เดินไปตรงมุมไหนก็จะเจอร้านเทป
เหมือนตอนนี้คนฮิตข้าวไข่เจียว ก็จะเจอร้านข้าวไข่เจียวริมถนนได้เยอะ อารมณ์แบบนั้นนะครับ”
คำเล่าของ พี่นก อนุชา นาคน้อย เจ้าของและผู้ก่อตั้งร้านน้องท่าพระจันทร์ ที่สะท้อนว่าวัฒนธรรมเทปในอดีต เคยยิ่งใหญ่แค่ไหน
นก อนุชา นาคน้อย เจ้าของและผู้ก่อตั้งร้านน้องท่าพระจันทร์
เทปไม่ใช่แค่ของสะสม แต่คือ “ตัวตน”
นก อนุชา เล่าว่าอุตสาหกรรมเพลงยุคนั้นเฟื่องฟู เพราะเครื่องเสียงเริ่มทำราคาจากหลักหมื่น เหลือหลักพันบาทจากการผลิตในประเทศ รวมถึงการติดตั้งเครื่องเล่นเทปมากับรถยนต์
เสียงเพลงจึงอยู่ในทุกบ้าน และทุกการเดินทาง
และเมื่อ SONY WALKMAN เครื่องเล่นเทปพกพารุ่นแรก ๆ ของโลกเข้ามา วัยรุ่นก็ได้ “โลกส่วนตัว” ผ่านหูฟัง
“สมัยก่อนเครื่องเล่นเทปค่อนข้างแพง เวลาเราซื้อเครื่องเล่นสักอันอาจต้องใช้ 20,000-30,000 หรือ 50,000 แล้วแต่คุณภาพ
แต่พอ Walkman มา มันพกพาง่าย และราคาจับต้องได้ ทำให้ตลาดมันโตมาก
สตาร์ท 2-3,000 บาท ก็ซื้อได้แล้วครับ”
ขณะที่ เจ ณัฐพล เล่าย้อนความทรงจำว่า Walkman ทำให้วัยรุ่นฟังเพลงที่บ้านเปิดไม่ได้
“อย่างสมัยนั้นฟังเพลงเดธ เมทัล เปิดในบ้านโดนด่ากระจุยทุกครั้ง แม้กระทั่งแรปมาใหม่ ๆ ก็โดน
พ่อแม่ก็ถามเปิดอะไรของเอ็งวะ
เราก็ใส่หูฟังแทนครับ
มันคือการแก้ปัญหากับการฟังเทปใต้ดินของผมเลย ดาจิม ซีเปีย เปิดในบ้านไม่ได้เลย”
และนั่นทำให้การฟังเพลงกลายเป็นการสร้าง “ตัวตน” ของคนแต่ละคน
“ผมว่าเครื่อง Walkman นี่แหละ เป็นเครื่องที่ทำให้เราอยู่กับ playlist ส่วนตัวของเราที่ที่สุด
การที่อุปกรณ์พวกนี้มันสร้างตัวตนคนลงไปอีก ที่เราเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะกับตัวเราเอง”
คุณค่าของสิ่งที่จับต้องได้: เพลงที่อยู่กับเราได้อีก 20 ปี
“เรานึกถึงของสะสมเราสักอันนึง เราหยิบขึ้นมาอีก 20 ปี ศิลปินคนนี้ยังอยู่หรือเปล่าไม่รู้ แต่เรายังสามารถได้ฟังเพลงของเขา
แต่ในสตรีมมิ่ง ผ่านไป 20 ปี มันอาจจะหล่นลงไปจนเราหาไม่เจอ หรือมันอาจจะถูกถอดถอนไป
แต่เมื่อไหร่ที่มันยังทำเป็น physical อยู่ ใน 20 ปีมันอยู่กับเรา
เพราะฉะนั้นคนที่จะเก็บ ต้องมีความรักตรงนั้น
ผมว่าคุณค่าไม่หายนะครับ มันแค่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา”
คำพูดของ นก อนุชา สรุปแก่นสำคัญของ Physical Music ได้อย่างชัดเจน
ในวันที่ทุกอย่าง “เร็ว” และ “ลื่นไหล”
เทปและซีดีจึงไม่ใช่แค่ของเก่า
แต่มันคือวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต
และอาจกำลังกลับมา…ในมือของคนรุ่นใหม่อีกครั้ง
สมมติถ้ามันไม่มีเครื่องเล่นเทป ก็ต้องไปตามหานะ วันก่อนผมไปพยายามจะหาเครื่องเล่นซีดี เครื่องเล่นมันหายากเหมือนกันนะ แต่ร้านของเก่าอาจจะมีแหละ
“มันก็อาจจะเป็นเสน่ห์ ใครมีก็ภูมิใจได้เลยนะ เท่ ผมว่าเท่”
เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน CEO แห่ง Banana Studio ทิ้งท้ายด้วยประโยคสั้น ๆ แต่ชัดเจน
บางอย่าง…ยิ่งหาได้ยาก
ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า “มันมีค่า” มากขึ้นกว่าเดิม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
