เอสเอ็มอีเสี่ยงปิดกิจการต้นทุนพุ่ง-กำลังซื้อหด

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ได้ซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจโลกในลักษณะวิกฤตรุมกระหน่ำซ้ำซ้อนจากสงครามภูมิเศรษฐศาสตร์ ที่ครอบคลุมทั้งมิติการค้า การเงิน พลังงาน เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกผันผวนและกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงด้านต้นทุนและกำลังซื้อ
จากข้อมูลสำรวจของ สสว. ระบุว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางถึง 96.7% โดยเป็นผลกระทบระดับปานกลางถึงมาก 56.6% กระทบน้อย 40.1% และไม่กระทบเพียง 3.3% สะท้อนความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจฐานรากที่เชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอกอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านสภาพคล่องทางการเงิน พบว่าเอสเอ็มอีถึง 1 ใน 5 มีความเสี่ยงสูงจากรายได้ที่หดตัวตามกำลังซื้อที่ลดลงทันที โดยโครงสร้างสายป่านธุรกิจอยู่ในภาวะน่ากังวล คือ 21.3% ประคองธุรกิจได้ไม่เกิน 3 เดือน, 59.1% อยู่ได้ 3–6 เดือน, 15.1% อยู่ได้ 7–12 เดือน และเพียง 4.5% เท่านั้นที่อยู่ได้เกิน 1 ปี
โดยเฉพาะเอสเอ็มอีรายย่อยมีความเปราะบางสูงจากรายได้ลดลง ต้นทุนเพิ่มขึ้น และข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า ประกอบกับการพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบจำนวนมาก ทำให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ยาก ขณะที่การพัฒนาและยกระดับธุรกิจยังขาดความต่อเนื่องเชิงยุทธศาสตร์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้เสีย และหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ การปรับตัวของเอสเอ็มอีเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องมีมาตรการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะมาตรการ Soft Loan ที่ต้องเดินคู่กับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ เติมเต็มจุดอ่อน เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรวมถึงเสนอให้นำนวัตกรรมนโยบายการเงินมาใช้เพื่อความยั่งยืน โดยมีทุนมนุษย์เป็นหัวใจสำคัญในการรองรับการเปลี่ยนแปลง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นเพื่อก้าวผ่านความท้าทายของภูมิเศรษฐศาสตร์โลกที่ยังยืดเยื้อในระยะยาว