เจาะลึก “ไทยช่วยไทย พลัส” ยาแรงแสนล้าน ปลุกชีพเศรษฐกิจไทย

หลังจากที่รอคอยความชัดเจนกันมานาน ในที่สุดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุดอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ก็มีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยรัฐบาลได้เตรียมผลักดันเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงกลางปี 2569 นี้
**นับถอยหลังสู่การพิจารณาและเริ่มใช้งาน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่ามาตรการนี้จะถูกบรรจุเข้าเป็นวาระการพิจารณาของ ครม. ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นี้ โดยจะดำเนินการภายใต้โครงการใหญ่ที่มีชื่อว่า “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งจะครอบคลุมทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส และการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
- ปลายเดือน พ.ค. 2569: เริ่มเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง"
- 1 มิถุนายน 2569: เริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ์จับจ่ายใช้สอยเป็นวันแรก
**ส่องรายละเอียด: “พลัส” ความคุ้มค่า รัฐจ่ายให้มากกว่าเดิม
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของโครงการรอบนี้คือการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการช่วยเหลือ เพื่อลดภาระของประชาชนในภาวะค่าครองชีพสูง โดยปรับจากรูปแบบเดิมที่ "รัฐจ่ายครึ่ง เราจ่ายครึ่ง" มาเป็นสูตรใหม่ที่จูงใจกว่าเดิม
-สัดส่วน 60:40: รัฐบาลจะสนับสนุนเงินค่าอาหารและสินค้าในสัดส่วน 60% และประชาชนสมทบเพียง 40%
-วงเงินช่วยเหลือ: กำหนดไว้ที่ 1,000 บาทต่อเดือน ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 เดือน (รวมทั้งสิ้น 4,000 บาทต่อคน)
-กลุ่มเป้าหมาย: ครอบคลุมผู้มีสิทธิ์อย่างน้อย 34 ล้านคน โดยแบ่งเป็น
-กลุ่มทั่วไป: สมทบเงินในอัตรา 60:40
-กลุ่มเปราะบาง: รัฐบาลจะพิจารณาช่วยเหลือทั้งหมดโดยไม่ต้องนำเงินมาสมทบ (ผ่านกลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ)
สำหรับการจัดหาแหล่งเงินทุน รัฐบาลจะระดมเงินจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่ เงินกู้, งบกลางบางส่วน และเม็ดเงินจากการโอนงบประมาณตาม พ.ร.บ. โอนงบประมาณ เพื่อสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างน้อย 34,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็นมูลค่ารวมรอบแรกถึง 1.36 แสนล้านบาท ในช่วง 4 เดือนของโครงการ
**มุมมองนักวิเคราะห์
บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีมุมมองเป็นบวกต่อมาตรการนี้ โดยประเมินว่าจะมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ดังนี้
1. กลุ่มค้าปลีก (Retail) กลุ่มนี้ถือเป็นด่านหน้าที่จะได้รับประโยชน์จากการเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค
CPAXT: ได้ประโยชน์จากการขายส่งสินค้า แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 19.00 บาท
BJC: เครือข่ายร้านค้าปลีกครอบคลุม แนะนำ “ซื้อ” เป้าหมาย 17.00 บาท
TNP: นักวิเคราะห์มองว่าได้รับประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากเป็นร้านค้าในท้องถิ่น (Traditional Trade) ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของผู้ใช้สิทธิ์คนละครึ่ง
2. กลุ่มเครื่องดื่มและอาหาร (Food & Beverage) เมื่อประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น สินค้ากลุ่มเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวจะมียอดขายพุ่งสูงขึ้น
ICHI: (สัดส่วนรายได้ในประเทศ 90%) รับอานิสงส์เต็มๆ
SNNP: สัดส่วนรายได้ในประเทศ 81% โดดเด่นในช่องทางร้านค้าดั้งเดิม แนะนำ “ถือ”ราคาเป้าหมาย 6.20 บาท
SAPPE สัดส่วนรายได้ domestic ที่ 31% ของรายได้รวม แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 30.00 บาท
OSP เเละ CBG แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังที่เป็นขวัญใจมหาชน โดย CBG แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 40.00 บาท จากสัดส่วนรายได้ domestic branded own 37% ของรายได้รวม ทางด้านOSP แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 20.00 บาท สัดส่วนรายได้ domestic beverage 57% ของรายได้รวม
3. กลุ่มสินค้าอุปโภคและขนส่ง (Consumer Goods & Transport)
NEO: ผู้ผลิตสินค้าใช้ในครัวเรือนที่มีสัดส่วนรายได้ในประเทศสูงถึง 92% แนะนำ “ถือ”ราคาเป้าหมาย 18.00 บาท
OSP : สัดส่วนรายได้ domestic ประมาณ 11% ของรายได้รวม แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 20.00 บาท
BEM & BTS: ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากจำนวนผู้โดยสาร (Ridership) ที่จะเพิ่มขึ้นจากการเดินทางออกไปใช้จ่ายตามแหล่งชุมชนและห้างสรรพสินค้า
โดยแนะนำ “ซื้อ” BEM ราคาเป้าหมาย 9.00 บาท และแนะนำ “ถือ” BTS ราคาเป้าหมาย 3.00 บาท เนื่องด้วยได้อานิสงส์จากโอกาส ridership ปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ดีโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ภายใต้มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เตรียมเปิดฉากสร้างความเชื่อมั่นอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 นี้ หลังจากที่ Moody’s Ratings ได้ยกให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ที่มีความยืดหยุ่นต่อแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกสูงสุด
โดยรัฐบาลได้ปรับสูตรใหม่ให้เข้าถึงใจประชาชนด้วยสัดส่วน “รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่าย 40%” ในวงเงิน 1,000 บาทต่อเดือน ต่อเนื่อง 4 เดือน เพื่อกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 1.36 แสนล้านบาท ผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่งอย่างแอปฯ เป๋าตัง ซึ่งมาตรการนี้ไม่เพียงแต่เป็น “ยาแรง” ที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงเสถียรภาพทางการเงินที่ได้รับคำชมจากสถาบันระดับโลก
ส่งผลให้หุ้นกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPAXT, BJC, TNP รวมถึงกลุ่มเครื่องดื่มและขนส่งมวลชน กลายเป็นกลุ่มเด่นที่นักวิเคราะห์มองว่าจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการฟื้นตัวของกำลังซื้อทั่วประเทศในครั้งนี้ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
