เอลนีโญแรงขึ้น 36%! โลกร้อนกำลังเร่ง “ภัยพิบัติโลก”

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากเอลนีโญรุนแรงขึ้น ผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลกก็อาจรุนแรงขึ้นตาม ทั้งคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง ตลอดจนผลกระทบต่อระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหาร ขณะที่เอลนีโญครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในปีนี้ก็มีแนวโน้มพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงอย่างมากในช่วงปลายปี
งานวิจัยนำโดย Julia Cole นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศโบราณจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน พยายามหาคำตอบว่าเอลนีโญในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร โดยย้อนดูข้อมูลสภาพภูมิอากาศในอดีตยาวนานเกือบ 900–1,000 ปี
ปัญหาสำคัญคือ มนุษย์มีข้อมูลวัดอุณหภูมิมหาสมุทรโดยตรงย้อนหลังเพียงประมาณ 75 ปี จึงยากที่จะสรุปว่าเอลนีโญมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในระยะยาวหรือไม่
ทีมวิจัยจึงใช้ ปะการังที่มีชีวิตและซากปะการังในหมู่เกาะกาลาปากอส เป็นเสมือน “เครื่องบันทึกสภาพอากาศในอดีต” เพราะองค์ประกอบทางเคมีภายในปะการังสามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเลในช่วงเวลาที่ปะการังเติบโตขึ้นได้
ผลการศึกษาพบว่า เอลนีโญในปัจจุบันมีความรุนแรงมากกว่าในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 36% และในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีกราว 16% ซึ่งนักวิจัยมองว่าเป็นสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นเร็วขึ้น
นักวิจัยพบว่าการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงของเอลนีโญมีความสอดคล้องอย่างใกล้ชิดกับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล
เหตุผลที่เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะเอลนีโญไม่ได้ส่งผลเฉพาะบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น แต่สามารถเปลี่ยนรูปแบบสภาพอากาศในหลายภูมิภาคทั่วโลก บางพื้นที่อาจเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วม ขณะที่อีกหลายพื้นที่อาจเผชิญภัยแล้งและคลื่นความร้อน
ความรุนแรงของเอลนีโญยังเชื่อมโยงกับผลกระทบต่อระบบนิเวศ ตั้งแต่การประมง การฟอกขาวและการตายของปะการัง ไปจนถึงภัยแล้งและความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหาร และอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ได้
สำหรับเอลนีโญที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2026 ข้อมูลล่าสุดในรายงานระบุว่า อุณหภูมิน้ำทะเลในบริเวณที่ใช้ประเมินเอลนีโญสูงกว่าค่าปกติประมาณ 2.7 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าระดับที่ใช้เรียกว่า “รุนแรงมาก” และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้อีกในช่วง 2–4 เดือนถัดไป
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนเห็นตรงกันทั้งหมด เพราะนักวิทยาศาสตร์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลจากปะการังในกาลาปากอสไม่สอดคล้องกับข้อมูลการสังเกตการณ์บางชุดในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา
นักวิทยาศาสตร์อย่าง Michael Mann และ John Bruno มองว่า สิ่งที่ปะการังสะท้อนออกมาอาจเป็นผลจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของเอลนีโญโดยตรง ขณะที่นักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มมองว่าข้อมูลจากปะการังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยเติมช่องว่างของข้อมูลในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา
แม้จะยังมีข้อถกเถียงทางวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่นักวิจัยเห็นตรงกันคือ Climate Change เป็นปัญหาที่กำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบภูมิอากาศของโลก และการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลยังเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดความรุนแรงของปัญหาในระยะยาว
งานวิจัยใหม่ชี้ว่า เอลนีโญอาจกำลังรุนแรงขึ้นพร้อมกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น โดยพบว่าเหตุการณ์เอลนีโญในปัจจุบันรุนแรงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมมากกว่า 36% และเพิ่มขึ้นอีก 16% ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา
แม้นักวิทยาศาสตร์ยังมีความเห็นแตกต่างกันว่า Climate Change เป็นสาเหตุโดยตรงมากน้อยเพียงใด แต่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า โลกที่ร้อนขึ้นกำลังเพิ่มความเสี่ยงให้กับสภาพอากาศสุดขั้ว และหากเอลนีโญรุนแรงขึ้น ผลกระทบจากคลื่นความร้อน ฝนหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง และความเสียหายต่อระบบนิเวศก็อาจรุนแรงขึ้นตามไปด้วย
ท่ามกลางเอลนีโญปี 2026 ที่กำลังแรงขึ้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เอลนีโญจะรุนแรงแค่ไหน” แต่คือ โลกจะรับมือกับความแปรปรวนทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของโลกที่ร้อนขึ้นได้อย่างไร
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
