เอาใจคนรักทอง ! เช็กเลย "ราคาทองคำ" ปีม้า จะไปต่อแค่ไหน?

ราคาทองคำ gold spot พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือระดับ 4,547 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เมื่อคืนวันที่ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา จากความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในเวเนซุเอลา หลังสหรัฐฯ ใช้มาตรการปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมัน ขณะเดียวกันนักลงทุนยังคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะเดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปี 69 หลังจากปรับลดติดต่อกันมาแล้ว 3 ครั้งในปีนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ
โดยจากสถิติตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันราคาทอง gold spot ปรับขึ้นมาแล้ว 72% ขณะที่ราคาทองแท่งขึ้นมากว่า 56% หรือประมาณ 24,850 บาท ซึ่งถือว่าขึ้นร้อนแรงมากสุดในรอบ 46 ปี และจัดได้ว่าเป็นปีทองของทองคำอย่างแท้จริง ส่วนแนวโน้มในปี 69 หรือปีม้า ทองคำจะพุ่งกระฉูดต่อหรือไม่ และทองแท่งมีโอกาสทะลุ 70,000 บาทมั้ย ซึ่งจะมีแรงส่งมากน้อยแค่ไหน ในวันนี้ TNN Online พาไปไขคำตอบจากกูรูกันค่ะ
เริ่มจาก “วรชัย ตั้งสิทธิ์ภักดี” กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีที โกลด์บูลเลี่ยน จำกัด มองว่า ทองคำในปีหน้ายังเป็นขาขึ้น แต่ไม่ร้อนแรงเหมือนปี 68 เนื่องจากแนวโน้มดอกเบี้ยของสหรัฐหรือเฟดยังเป็นขาลง คาดการณ์ว่าเฟดอาจจะปรับลดดอกเบี้ยในเดือนมี.ค. 69 อีก 025% และความเสี่ยงด้านภูมิรัสศาสตร์ยังไม่จบ ขณะที่ธนาคารกลางในหลายประเทศยังเพิ่มทองคำเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ ดังนั้นนักวิเคราะห์คาดว่าทองจะขึ้นประมาณ 20% จากปี 68 ที่ขึ้นไปกว่า 50%
ส่วนโกลด์แมนแซกส์ประเมินว่า gold spot มีโอกาสทะลุ 4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และธนาคารแบงค์ ออฟ อเมริกายังมองว่า gold spot จะไปแตะที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ดังนั้นอาจจะเห็นราคาทองคำแท่งแตะระดับ 70,000-71,000 บาท (คิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ 31.04 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ)
“ราคาทองคำในปีหน้าไม่ได้พุ่งแรงเหมือนปี 68 เพราะดอกเบี้ยเฟดยังขาลง คาดเฟดลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีหน้า ซึ่งแนะนำทยอยซื้อเมื่อราคาย่อตัวแนวรับที่ 65,000 บาท แนวต้าน 71,000 บาทไม่ควรไล่ราคาซื้ออาจทำให้ขาดทุนได้”
ฝั่ง "อารีรัตน์ มุราชัย" หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินว่า แนวโน้มราคาทองคำในปี 2569 ยังคงอยู่ในทิศทางเชิงบวก โดยทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อและสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง หากปัจจัยสนับสนุนสำคัญยังดำเนินไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยกรอบเป้าหมายราคาทองคำโลกในเชิงบวกประเมินไว้ที่บริเวณ 4,750–4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งหากคำนวณเป็นราคาทองคำในประเทศ ภายใต้สมมติฐานค่าเงินบาทเฉลี่ยราว 32 บาทต่อดอลลาร์ จะเทียบเท่าระดับประมาณ 72,000–74,000 บาท
ปัจจัยหนุนสำคัญที่ต้องติดตามในปี 2569
1.สัญญาณทางเทคนิคของราคาทองคำ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา กราฟราคาทองคำมีการเกิด Bullish Breakout หลายครั้ง และเมื่อพิจารณาในกรอบระยะยาวทั้งรายสัปดาห์และรายเดือน ยังคงสะท้อนภาพแนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน การย่อตัวของราคาจึงถูกมองเป็นการพักฐานเพื่อสะสมกำลังมากกว่าการกลับทิศเป็นขาลง
2.ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดให้ความสนใจ โดยตลาดส่วนใหญ่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่วัฏจักรขาลงอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2025–2026 ซึ่งถือเป็นแรงหนุนโดยตรงต่อราคาทองคำ แม้ Fed จะส่งสัญญาณการลดดอกเบี้ยในปี 2026 เพียง 1 ครั้ง แต่ตลาดกลับคาดหวังว่าการปรับลดดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นได้ถึง 2–3 ครั้ง สะท้อนมุมมองที่แตกต่างระหว่างท่าทีเชิงนโยบายและความเชื่อมั่นของนักลงทุน
3.ความเป็นอิสระของ Fed และความกังวลเกี่ยวกับการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองสหรัฐฯ อาจกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หากศาลฎีกามีคำตัดสินให้ ลิซา คุก พ้นจากตำแหน่งกรรมการ Fed ซึ่งคดีดังกล่าวมีกำหนดการตัดสินในช่วงปลายเดือนมกราคม นอกจากนี้ ความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนตัวประธาน Fed จากเจอโรม พาวเวล ไปสู่บุคคลที่มีแนวคิดผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้น ย่อมถูกตลาดมองว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกต่อราคาทองคำในระยะถัดไป
4.อุปสงค์ระยะยาวอย่างการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกยังคงดำเนินต่อเนื่อง แม้อัตราการซื้ออาจชะลอลงบ้างจากระดับราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือธนาคารกลางโปแลนด์ ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนทองคำให้แตะระดับ 30% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ สะท้อนบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ
5.แรงซื้อจากกองทุน ETF ทองคำเริ่มส่งสัญญาณกลับมาอีกครั้ง ควบคู่กับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ แม้ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนจะเริ่มมีการเจรจามากขึ้น แต่ยังขาดความชัดเจนที่เป็นรูปธรรม ขณะที่ความตึงเครียดในเอเชีย โดยเฉพาะประเด็นจีน–ญี่ปุ่นที่มีไต้หวันเป็นชนวนสำคัญ กำลังเพิ่มระดับความรุนแรง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนช่วยตอกย้ำบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกการเงิน
ปัจจัยกดดันราคาทองคำไทยและบทบาทของค่าเงินบาท
แม้ภาพรวมราคาทองคำโลกจะอยู่ในทิศทางเชิงบวก แต่สำหรับราคาทองคำในประเทศยังคงต้องติดตาม ทิศทางค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าเงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway Down หรือมีทิศทางแข็งค่าขึ้นตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทจะเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวขึ้นได้ช้ากว่าราคาทองคำโลก
กรอบค่าเงินบาทที่ประเมินไว้ในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 31.00–33.20 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวได้ค่อนข้างจำกัด รวมถึงผลกระทบจากปัจจัยภายในประเทศ อาจทำให้การแข็งค่าของเงินบาทมีกรอบจำกัด ซึ่งจะช่วยพยุงราคาทองคำในประเทศไม่ให้ถูกกดดันมากเกินไป
กลยุทธ์การลงทุนและกรอบราคาที่น่าสนใจ
ในเชิงกลยุทธ์ หากราคาทองคำโลกมีการพักตัวแต่ไม่หลุดแนวรับสำคัญที่ระดับ 3,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะยังคงถูกมองเป็นการพักฐานเพื่อขึ้นต่อ โดยมีจุดเข้าซื้อที่น่าสนใจแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ โซนประมาณ 4,050–3,990 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการพักตัวระยะสั้นในลักษณะรูปแบบสามเหลี่ยม และโซนลึกลงมาในกรณีที่ราคาปรับฐานแรงกว่าปกติที่ 3,885–3,750 ดอลลาร์ สำหรับเป้าหมายทำกำไร ด่านแรกอยู่ที่บริเวณประมาณ 4,450 ดอลลาร์ ก่อนที่จะลุ้นปรับตัวขึ้นต่อไปยังเป้าหมายใหญ่ตามกรณี Bull Case ที่ 4,750–4,900 ดอลลาร์ ต่อไป
ส่วนราคาทองคำไทยในปี 2569 ยังมีช่องว่างในการปรับตัว และในกรณีเชิงบวกสูงสุด มีโอกาสขยับขึ้นไปที่ช่วง 72,000–74,000 บาท ทั้งนี้ ค่าเงินบาทยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ หากเงินบาทแข็งค่าไปที่ระดับใกล้ 31 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองคำไทยอาจปรับขึ้นได้ช้ากว่าทองโลก แต่หากเงินบาทกลับมาอ่อนค่าในช่วง 33–34 บาทต่อดอลลาร์ อาจเห็นราคาทองคำในประเทศขยับขึ้นเหนือระดับ 75,000 บาทได้ไม่ยาก ดังนั้นหากเห็นการย่อตัวลงมาแถวโซนรับ 61,500-60,500บาท ก็สามารถพิจารณาเข้าเก็บสะสมเพิ่มเติมได้
ส่วนนักลงทุนที่ถือครองทองคำอยู่แล้วในระดับราคาปัจจุบันบริเวณ 64,000 บาท ยังถือว่ามี Upside ให้ทำกำไรอยู่ประมาณ 7,000–10,000 บาท ตามกรอบเป้าหมายสูงสุดของปี 2569 ภายใต้เงื่อนไขที่ปัจจัยสนับสนุนหลักยังคงดำเนินไปตามที่ประเมินไว้
ขณะที่ "ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส" ประเมินสถานการณ์ราคาทองคำในปี 2569 มองว่าจะยังเป็นขาขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แต่อาจไม่ได้ปรับตัวขึ้นร้อนแรงมากเหมือนปี 2568 ซึ่งทองโลกให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในรอบ 46 ปี ราคาทองโลกสามารถปรับขึ้นทะลุ 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมีนาคม ผ่านมา 7 เดือนปรับขึ้นทะลุ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในเดือนตุลาคม ในที่สุดทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายปีแตะ 4,427 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (วันที่ 22 ธ.ค. 2568) เพิ่มขึ้นถึง 68% ทองไทยทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 67,400 บาท (วันที่ 17 ต.ค. 2568)
ปัจจัยหลักที่ราคาทองคำในปี 2568 พุ่งขึ้นแรง คือความไม่แน่นอนของนโยบายทรัมป์ 2.0 โดยเฉพาะนโยบายภาษีนำเข้าทรัมป์นำไปสู่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและความผันผวนของตลาดการเงินทั่วโลก แรงซื้อทองคำอย่างมหาศาลที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จากนักลงทุนทุกกลุ่ม ทั้งนักลงทุนรายย่อย กองทุนอีทีเอฟทองคำและธนาคารกลางทั่วโลก
ประเด็นขับเคลื่อน “ทองคำ” ปี 2569
- ประธานเฟดคนใหม่ กดดอกเบี้ยขาลง
- เม็ดเงินไหลเข้าจาก ETF ทองคำ
- กระแส De-Dollarization
- ผู้เล่นรายใหม่ในตลาดทองคำ
ประธานเฟดคนใหม่ กดดอกเบี้ยขาลง
"ทรัมป์" จะประกาศชื่อประธานเฟดคนใหม่ในต้นปีหน้า ซึ่งตัวเต็งประธานเฟดมี 3 ท่าน คือ เควิน แฮสเซตต์ เควิน วอร์ช และผู้ว่าการเฟด วอลเลอร์ ทั้ง 3 ท่านมีแนวนโยบายลดดอกเบี้ยในเชิงรุก ซึ่งที่ชัดเจนมากคือวอลเลอร์ที่ต้องการให้ลดดอกเบี้ย 0.50-1% ขณะที่เควิน แฮสเซตต์ อาจจะมีกระแสต่อต้านจากผู้ใกล้ชิดของทรัมป์ ประธานเฟดคนใหม่ไม่ว่าจะเป็นใครก็คาดว่าจะลดดอกเบี้ยมากกว่าพาวเวล ประธานเฟด ท่านปัจจุบันที่จะครบวาระในเดือนพฤษภาคม 2569 ทำให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ยังเป็นขาลงในอีก 2 ปีข้างหน้า ขณะที่ธนาคารกลางชั้นนำประเทศอื่นส่วนใหญ่ยุติวงจรดอกเบี้ยขาลงแล้ว ยกเว้นธนาคารกลางอังกฤษ ทำให้แนวโน้มเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ
เม็ดเงินไหลเข้าจาก ETF ทองคำ
ปี 2568 ETF ทองคำถือเป็นพระเอกที่ขับเคลื่อนให้ราคาทองพุ่งแรง ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 เม็ดเงินไหลเข้าจาก ETF ทองคำสูงถึง 712.6 ตัน หลังจากที่เม็ดเงินไหลออกจาก ETF ทองคำ 4 ปีติดต่อกัน คาดว่าในปี 2569 ETF ทองคำยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ เนื่องจากบรรดาผู้จัดการกองทุนหลายท่านแนะนำให้ทองคำเป็นสินทรัพย์หลักที่ต้องมีในพอร์ตการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น James Dimon CEO ของ JPMorgan Mike Wilson CIO ของ Morgan Stanley แต่ทั้งนี้ยังต้องจับตามองว่าอาจจะมีเม็ดเงินไหลออกจากทองคำได้บางช่วงเพื่อล็อกผลตอบแทนและมีการปรับพอร์ตการลงทุน
กระแส De-Dollarization
หลังจากธนาคารกลางเข้าซื้อทองคำเกิน 1 พันตันติดต่อกัน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2565 ทำให้ความต้องการทองคำจากธนาคารกลางมีสัดส่วน 1 ใน 4 ของความต้องการทองคำ และมีผลต่อราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา ในปี 2568 ธนาคารกลางอาจจะเข้าซื้อทองคำไม่ถึง 1 พันตัน ในช่วง 11 เดือนของปีนี้เข้าซื้อทองคำ 686 ตัน ทำให้คาดว่าทั้งปี 2568 อาจจะซื้อทองราว 850 ตัน
สำหรับแนวโน้มในปี 2569 คาดว่าธนาคารกลางยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้าซื้อทองคำ ถึงแม้ว่าราคาทองแพงขึ้นก็ตาม เนื่องจากการด้อยค่าของเงินสกุลต่างๆ โดยเฉพาะเงินดอลลาร์ ที่ความน่าเชื่อถือลดลงจากการพิมพ์เงินเข้าสู่ระบบ การแทรกแซงองค์กรอิสระ ความไม่น่าเชื่อถือของข้อมูลสถิติ ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งมีแผนที่จะเพิ่มทองคำในเงินทุนสำรอง ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางจีนที่ยังเข้าซื้อทองคำติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 ในเดือนพ.ย. ธนาคารกลางโปแลนด์มีแผนที่จะมีทองคำสัดส่วน 30% ธนาคารกลางเซอร์เบียมีแผนจะเพิ่มทุนสำรองทองคำเป็นอย่างน้อย 100 ตันภายในปี 2573 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
ผู้เล่นรายใหม่ในตลาดทองคำ
ผู้ซื้อทองรายใหญ่อีกรายหนึ่งในช่วงกลางปีนี้คือ Tether เป็นบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้ออกโทเคนสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐอย่าง USDT รวมถึงโทเคนที่หนุนหลังด้วยทองคำอย่าง Tether Gold (XAUt) Tether กลายเป็นหนึ่งในผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ที่สุดในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ในไตรมาส 3 Tether ซื้อทองคำ 26 ตัน ส่งให้ปริมาณทองคำสำรองให้กับลูกค้าจำนวน 116 ตันสิ้นไตรมาส 3 ทำให้ Tether กลายเป็นผู้ถือครองทองคำรายเดียวที่ใหญ่ที่สุดนอกกลุ่มธนาคารกลางรายใหญ่ และมีปริมาณใกล้เคียงกับทุนสำรองทองคำของประเทศขนาดกลางอย่าง เกาหลีใต้ ฮังการี หรือกรีซ
เป้าหมายราคาทองและกลยุทธ์การลงทุน
เป้าหมายราคาทองโลกปี 2569 ทางฮั่วเซ่งเฮงให้ไว้ที่ 4,800-4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ราคาทองไทยประมาณ 70,400-71,400 บาท (คำนวณที่เงินบาท 30.80-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ)
กลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนระยะยาว ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมีในพอร์ตการลงทุนจากความผันผวนของตลาดและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเมือง แนะนำกลยุทธ์ทยอยสะสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนหรือ DCA อาจทยอยซื้อทุกเดือนในจำนวนเงินเท่าๆ กันเพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนและสร้างวินัยการออมและการลงทุน หรืออาจเลือกหาจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาทองโลกย่อตัวลงมาที่ 4,200-4,250 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือทองไทย 63,500-64,000 บาท และ 62,500 บาท
นักลงทุนระยะสั้น เก็งกำไรได้เนื่องจากราคาทองโลกเป็นขาขึ้น แต่ไม่ควรซื้อแบบไล่ราคา ทำให้มีความเสี่ยงที่จะซื้อในราคาที่แพง นอกจากนี้ติดตามประเด็นข่าว ค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
