"เฮกเซธ" สั่งทหาร โดปฮอร์โมนเพิ่ม เพิ่มความแกร่งกองทัพสหรัฐฯ

“พีท เฮกเซธ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศนโยบายใหม่ภายใต้โครงการ ที่มีชื่อว่า “High-T Department” ที่กำหนดให้กำลังพลในกองทัพสหรัฐฯ ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปจะต้องเข้ารับการตรวจภาวะขาดฮอร์โมน “เทสโทสเตอโรน” ซึ่งจะถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพประจำปีนับตั้งแต่นี้
เฮกเซธ ประกาศแผนของเขาผ่านวิดีโอที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์ม X เมื่อวานนี้ (15 กรกฎาคม) พร้อมระบุว่าการที่อนุมัติโครงการตรวจคัดกรองดังกล่าวเพื่อให้มั่นใจว่ากำลังพลของสหรัฐฯ มีระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งหากตรวจและพบว่ากำลังพลนายไหนมีระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำจะได้รับข้อเสนอให้เข้ารับการบำบัดทดแทนฮอร์โมน “โดยสมัครใจ” เพื่อฟื้นฟูร่างกายต่อไป ซึ่งการตรวจระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนยังรวมไปถึงกำลังพลที่เป็น “ผู้หญิง” ด้วยเช่นเดียวกัน แม้ว่าปกติแล้วในทางการแพทย์ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของผู้หญิงจะลดลงตามอายุก็ตาม
ขณะที่ เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานว่า การประกาศนโยบายใหม่ของเฮกเซธมีขึ้น เพราะเป็นความพยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเองได้รับความนิยมในกลุ่ม Manosphere ซึ่งเป็นชุมชนออนไลน์ที่เน้นแนวคิดเรื่อง “ความเป็นชาย” ซึ่งเฮกเซธอ้างว่าการบำบัดทดแทนฮอร์โมนคือการฟื้นฟูและเพิ่มศักยภาพตามธรรมชาติของร่างกาย
ในช่วงที่ผ่านมา มักจะปรากฏภาพของเฮกเซธออกกำลังกายร่วมกับกำลังพลซึ่งสะท้อนความคิดว่าเขาต้องการให้ตัวเองได้รับความนิมยมในกลุ่ม Manosphere เฮกเซธยังเป็นผู้รับผิดชอบในการคัดกรอง “ห้ามบุคคลข้ามเพศรับราชการทหาร” รวมไปถึงเขาเคยตั้งคำถามว่าผู้หญิงอาจเป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพของหน่วยรบภาคพื้นดินหรือไม่ด้วย นอกจากนี้เขายังปฏิเสธการเลื่อนตำแหน่งผู้หญิงขึ้นเป็นนายพลและพลเรือเอกหลายครั้ง แม้ว่าคณะกรรมการที่ประกอบด้วยนายทหารระดับสูงจะมองว่าพวกเธอเหมาะสมและมีการคัดเลือกไว้แล้วก็ตาม
“เฮกเซธ” แปลก หรือแค่ แตกต่าง ?
เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานด้วยว่า การที่เฮกเซธให้ความสำคัญกับระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ในช่วงเวลาที่กองทัพสหรัฐฯ กำลังเพิ่มการโจมตีต่ออิหร่าน ถูกมองว่าเป็นแนวคิดที่แปลกไปจากธรรมเนียมเดิมๆ เพราะปกติแล้วรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ในสมัยที่ผ่านมามักให้ความสำคัญกับประเด็นในเชิงยุทธศาสตร์มากกว่า อาทิ พันธมิตร สงคราม หรือการผลิตอาวุธ
แต่สำหรับเฮกเซธ ในฐานะที่ตัวเขาเองเป็นอดีตนายทหารจากกองกำลังพิทักษ์แห่งมาตุภูมิ หรือ เนชันแนลการ์ด (National Guard) และยังเป็นทหารผ่านศึกสงครามอิรัก และเมื่อก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เขาก็เริ่มเข้าไปจัดแจงและแทรกแซงในชีวิตประจำวันของกำลังพลมากขึ้น ทั้งการกำหนดมาตรฐานการแต่งกายใหม่สำหรับทหาร รวมถึงยกเลิกข้อยกเว้นที่เคยอนุญาตให้ทหารซึ่งมีปัญหาทางผิวหนังไว้เคราได้ โดยที่เฮกเซธเคยประกาศกร้าวเอาไว้ว่า “จะต้องไม่มีพวกไว้เคราอีกต่อไป”
ทางการแพทย์มองอย่างไร ?
เป็นที่ทราบกันดีว่า “เทสโทสเตอโรน” คือฮอร์โมนเพศหลักของเพศชาย ซึ่งหากเกิดภาวะเทสโทสเตอโรนต่ำกว่ามาตรฐานทางการแพทย์อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพบางอย่างทั้ง มวลกล้ามเนื้อลดลง อ่อนเพลีย โรคอ้วน หรือแม้แต่เกิดความผิดปกติทางเพศ นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพร้ายแรงอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคกระดูกพรุน และอาจเสี่ยงทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า
แม้ว่าอายุที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลง แต่ผลข้างเคียงอื่น ๆ จากทั้งความเครียด การนอนหลับไม่เพียงพอ และการบาดเจ็บที่ศีรษะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทหารที่ต้องเผชิญก็สามารถทำให้ระดับฮอร์โมนลดลงได้เช่นกัน โดยมีการอ้างงานวิจัยที่พบภาวะที่เรียกว่า “Operator Syndrome” ซึ่งหมายถึงภาวะที่ทหารซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยปฏิบัติการพิเศษเป็นเวลานาน มีแนวโน้มรายงานปัญหาสุขภาพหลายด้านรวมถึงระดับเทสโทสเตอโรนที่ลดลงด้วย
แต่ขณะเดียวกันการเพิ่มระดับฮอร์โมนที่เฮกเซธเรียกว่าเป็นการบำบัดทดแทนฮอร์โมน ก็มีความเสี่ยงต่อสุขภาพหลายอย่าง โดยเฉพาะภาวะมีบุตรยากเพราะการผลิตอสุจิจะหยุดลง หรือการเพิ่มความเสี่ยงเกิดลิ่มเลือด เป็นสิวและอาจผมร่วง
ทหารอเมริกัน ว่าอย่างไร ?
จากการเปิดเผยของเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส พบว่าทหารจำนวนมาก “หลีกเลี่ยงการตรวจ”
ดร. ธีโอดอร์ คริโซสโตโม-วินน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะจาก Madigan Army Medical Center กล่าวต่อคณะกรรมการของสำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ว่าทหารที่เผชิญภาวะฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำ มักเลี่ยงการตรวจกับกองทัพ เพราะรู้สึกเป็นตราบาปของชีวิต แต่พวกเขากลับเลือกซื้อฮอร์โมนจากผู้ขายออนไลน์ หรือจากแหล่งที่ผิดกฎหมาย เพราะทหารบางคนที่ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับการเป็นกำลังพลของสหรัฐฯ เกิดความกังวลว่าหากเขาถูกวินิจฉัยว่ามีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำอาจทำให้พวกเขาสูญเสียสถานะพิเศษในกองทัพได้
เกี่ยวข้องกับแนวคิดของโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์
การเคลื่อนไหวนี้ของเฮกเซธยังสอดคล้องกับความพยายามล่าสุดของ โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ ที่ต้องการขยายการเข้าถึงการรักษาด้วย TRT หรือการบำบัดทดแทนฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนให้กับชายชาวอเมริกัน ซึ่งงานวิจัยในหลายประเทศพบว่า แม้ระดับเทสโทสเตอโรนจะลดลงตามวัยตามธรรมชาติ แต่ผู้ชายรุ่นใหม่กลับมีระดับฮอร์โมนต่ำกว่าคนรุ่นก่อนในวัยเดียวกัน โดยนักวิจัยจำนวนมากเชื่อว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลงมาจากอัตราโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้น และ วิถีชีวิตที่เคลื่อนไหวน้อยลง แต่เคนเนดีกลับมองว่า การลดลงของระดับเทสโทสเตอโรนเป็น “ภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
