ดาวโจนส์ 22 ส.ค.2569 ปิดร่วง 703.84 จุด จับตา Nvidia-เงินเฟ้อ PCE-ทิศทางเฟด

ดาวโจนส์ 22 ส.ค.2569 ปิดบวก 517.80 จุด
ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ (21 ส.ค.) โดยดัชนีหลักทั้ง 3 ตัวฟื้นตัวจากแรงซื้อของนักลงทุน หลังความกังวลเกี่ยวกับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายลง อย่างไรก็ตาม ตลอดทั้งสัปดาห์ดัชนีหลักยังคงปิดตลาดในแดนลบ ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและแรงกดดันจากราคาน้ำมัน
ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 53,277.01 จุด เพิ่มขึ้น 517.80 จุด หรือ 0.98%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,674.37 จุด เพิ่มขึ้น 33.21 จุด หรือ 0.43%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,180.46 จุด เพิ่มขึ้น 113.29 จุด หรือ 0.43%
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 0.85% ขณะที่ S&P500 ลดลง 1.43% และ Nasdaq ลดลง 2.05% โดย S&P500 และ Nasdaq ยุติการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 3 สัปดาห์ ส่วนดาวโจนส์ปรับตัวลงเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน
บอนด์ยีลด์ยังเป็นปัจจัยสำคัญ
ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน เนื่องจากการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นและลดความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยง
ตลาดหุ้นปรับตัวลงในวันพฤหัสบดี หลังบอนด์ยีลด์เพิ่มขึ้น ก่อนฟื้นตัวในวันศุกร์ หลังความกังวลเริ่มคลี่คลายจากมาตรการของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลอาจเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หลังจากกระทรวงการคลังประกาศเมื่อวันพุธว่าจะใช้เงินซื้อคืนพันธบัตรมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ถึง 2 เท่า
นักวิเคราะห์มองว่า การซื้อขายในตลาดวอลล์สตรีทมีความผันผวนตลอดสัปดาห์ แต่สถานการณ์ในวันศุกร์เริ่มสงบลง เนื่องจากนักลงทุนลดความกังวลว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลเศรษฐกิจหนุนความเชื่อมั่น
ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยภาคบริการขยายตัวแข็งแกร่งที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี ส่งผลให้กิจกรรมทางธุรกิจโดยรวมในเดือนส.ค.เร่งตัวขึ้นอย่างมาก แม้ภาคการผลิตจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง จากการสะสมสินค้าคงคลังที่ลดลงและปัญหาด้านอุปทานที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่าน
ก่อนหน้านี้ UBS Global Wealth Management ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี S&P500 ณ สิ้นปีขึ้นเป็น 8,100 จุด โดยให้เหตุผลว่าแนวโน้มผลประกอบการและการเติบโตของกำไรบริษัทมีความแข็งแกร่งขึ้น
น้ำมันพุ่งกดดันตลาด
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดและเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ โดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับประเทศที่ทำการค้ากับอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าอุปทานน้ำมันอาจตึงตัวมากขึ้น
ตลอดทั้งสัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 6.39% ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5.66%
หุ้นกลุ่มวัสดุ-เฮลท์แคร์-การเงินนำตลาด
ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของดัชนี S&P500 หุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ โดยหุ้นกลุ่มวัสดุเพิ่มขึ้น 2.2% ตามด้วยกลุ่มเฮลท์แคร์เพิ่มขึ้น 1.3% และกลุ่มการเงินเพิ่มขึ้น 1%
ส่วนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวลงมากที่สุด ลดลง 2.3% ตามด้วยกลุ่มพลังงานที่ลดลง 0.2%
สำหรับหุ้นรายตัว Ross Stores เพิ่มขึ้น 4.4% หลังบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรประจำปีและรายงานผลประกอบการรายไตรมาสออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด
ด้านหุ้นที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซีปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น โดย Robinhood พุ่งขึ้น 13.7% ขณะที่ Coinbase Global เพิ่มขึ้น 8.2% และ Strategy เพิ่มขึ้น 6% ตามการปรับตัวขึ้นของบิตคอยน์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 6.4% และแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนพ.ค.
จับตา Nvidia-PCE-Jackson Hole สัปดาห์หน้า
สำหรับสัปดาห์หน้า นักลงทุนจะจับตาการเปิดเผยผลประกอบการของ Nvidia บริษัทชั้นนำด้านชิป AI รวมถึงบริษัทซอฟต์แวร์อย่าง Intuit, Salesforce และ CrowdStrike
ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล หรือ PCE เดือนก.ค. ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญ
ก่อนหน้านี้ข้อมูลเงินเฟ้อผู้บริโภคและผู้ผลิตของสหรัฐฯ ในเดือนก.ค.ออกมาไม่สูงมาก ส่งผลให้ตลาดลดการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในเร็ว ๆ นี้
นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอฟังสุนทรพจน์ของ เควิน วอร์ช ประธานเฟด ในการประชุมที่ Jackson Hole ช่วงปลายสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจเป็นข้อมูลสำคัญต่อการประเมินทิศทางนโยบายการเงินและตลาดหุ้นสหรัฐฯ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
